‘เอกนิติ’ ชี้Q2ลงทุนเอกชนโตแรงช่วยประคองศก. แทงกั๊กขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ รอประเมินเฟสแรก

‘เอกนิติ’ ชี้ Q2 ตัวเลขลงทุนเอกชนโตพรวด 13.4% สูงสุดรอบ 11 ปี คว้าบทพระเอกช่วยประคองเศรษฐกิจ เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานลดความเปราะบางการพึ่งพานำเข้าพลังงาน กระทุ้งไทยเร่งคว้าโอกาสเป็น global supply chain ปูพรมรับการปฏิบัติอุตสาหกรรมใหม่ มั่นใจภาพต่อไปของเศรษฐกิจไทยโตคมชัดแน่นอน แทงกั๊กขยายมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ระบุขอประเมินผลเฟสแรกก่อน

17 ส.ค. 69 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลขจีดีพี : เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ ? (ตอนที่1) ว่า วันนี้ (17 ส.ค.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้

1. ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่าน เริ่มส่งผลเป็นระลอก ๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โต 3.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป

“นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ”

2. ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

“เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน

3. ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 10.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand FastPass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

โดยจากรายละเอียดตัวเลขต่าง ๆ ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

“ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไร” นายเอกนิติ ระบุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันหยุด 'อนุทิน' ควง 'เนวิน' กินข้าวร้านริมทางเช็กกระแส 'ไทยช่วยไทยพลัส' แม่ค้าบุรีรัมย์

‘อนุทิน’ ควง ‘เนวิน’ วันหยุด หาร้านริมทางอร่อยกิน ปลื้มชาวบ้านชม ไทยช่วยไทยพลัส นายกฯบอก อะไรช่วยปชช.ได้พร้อมสานต่อ

สอบเอ็มดีธกส.จบ 30 วัน คลังปัดแจกเงินเกษตรกร

“เอกนิติ” สั่งเร่งสอบปม 8 ข้อร้องเรียนผู้จัดการ ธ.ก.ส. ขีดเส้น 30 วันต้องได้ข้อสรุป ยืนยันต้องโปร่งใส-เป็นธรรม พร้อมปิดประตูใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแจกเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท