'เอกนิติ' ชูFTAดึงลงทุนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ จ่อคุย 'Canva' ขีดเส้นก.ย.รื้อภาษีรถยนต์จบ

‘เอกนิติ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ บินลัดฟ้าเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ชู FTA เป็นฐานต่อยอดการค้า-ลงทุน จ่อถก ‘Canva’ หวังขยายธุรกิจเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมสั่งคลัง-สรรพสามิตเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ขีดเส้น ก.ย. 69 หวังสร้างความเป็นธรรม ดึงค่ายรถขยายฐานการผลิตในไทย หนุนการจ้างงานและ Supply Chain

17 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงการเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ระหว่างวันที่ 17-22 ส.ค. 2569 ว่า การเดินทางในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการหารือในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยจะมุ่งใช้ประโยชน์จากฐานข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกและนำเข้าที่สำคัญ

ทั้งนี้ ไทยจะมุ่งใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่เป็นแรงส่งในการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมเข้าไปหารือและนำเสนอโอกาสการลงทุนสำหรับนักลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่และเชื่อมโยงธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจของไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการหารือกับบริษัท แคนวา (Canva) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเทคโนโลยีด้านการออกแบบกราฟิกออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัลสัญญาติออสเตรเลีย เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสาขาใหม่ ๆ

“การมี FTA กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือ เพราะจะช่วยสร้างกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าที่เอื้อต่อการขยายตลาดและการลงทุน ขณะที่การดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเพิ่มเติม จะเป็นอีกกลไกในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการลงทุนของไทยในระยะต่อไป” นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับความคืบหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ได้หารือและมอบโจทย์ให้กับปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิตในการเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2569 เพื่อให้สามารถดึงดูดการลงทุน ไม่ว่าจะทั้งจากค่ายรถเก่าหรือค่ายใหม่ ให้มีการขยายฐานการผลิตในไทยมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลายค่ายรถที่ได้มีการลงทุนตั้งโรงงานในไทย เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ และส่งออกทั้งรถยนต์ไฮบริด, ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แต่กลับได้รับผลกระทบจาก FTA ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกันมองว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในระยะต่อไปให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากใครที่อยากใช้รถที่นำเข้าก็จะต้องเสียภาษีในอัตราที่แพงขึ้น แต่หากใช้รถยที่ผลิตในประเทศไทยก็จะได้รับอัตราภาษีที่ถูกลง ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว โดยเฉพาะการช่วยเรื่องการผลิตในประเทศ ช่วยเรื่องการจ้างงาน และ Supply Chain ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วย

“เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลคิดมาตลอด ว่าจะต้องเร่งพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพราะวันนี้เห็นแล้วว่าสภาพการณ์ของทั้งโลกที่เกิดการแข่งขัน เกิดการกีดกันทางการค้า จึงเป็นที่มาของ FTA ซึ่งไทยเองก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้กับหลายประเทศ ทำให้เราไม่สามารถดำเนินการผ่านภาษีศุลกากรได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีอีกเครื่องมือคือภาษีสรรพสามิต ถ้าวันนี้เราขยับได้ก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดการผลิตในประเทศ เกิดการจ้างงาน และที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ตรงกับแนวคิดของรัฐบาลที่จะดึงเรื่องการลงทุนด้วย จึงเป็นที่มาของการดำเนินการในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ดี กระบวนการจะเป็นการแก้ไขกฎกระทรวง จึงเชื่อว่าจะไม่ใช่เรื่องยาก โดยรถแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างภาษีไม่เหมือนกัน อาจจะมีการปรับขึ้นบางประเภทเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ช่วยปกป้องและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการในการดูแลผู้ประกอบการในประเทศจากผลกระทบของการทุ่มตลาด (Dumping) ไปแล้ว ด้วยการมอบหมายให้กรมศุลกากรดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้านำเข้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นมา เพื่อเป็นเขื่อนกั้นไม่ให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศไหลเข้ามาจนกระทบกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีในประเทศ ซึ่งผลพลอยได้คือการจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากรเพิ่มขึ้นจากมาตรการดังกล่าวราว 3 พันล้านบาท

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สอบเอ็มดีธกส.จบ 30 วัน คลังปัดแจกเงินเกษตรกร

“เอกนิติ” สั่งเร่งสอบปม 8 ข้อร้องเรียนผู้จัดการ ธ.ก.ส. ขีดเส้น 30 วันต้องได้ข้อสรุป ยืนยันต้องโปร่งใส-เป็นธรรม พร้อมปิดประตูใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแจกเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท