‘พิพัฒน์’ หนุนไทยเจ้าภาพ AAM 2026 ปูทางสู่ฮับการบินครบวงจร

‘พิพัฒน์’ ย้ำลงนามความตกลงกับ ICAO เตรียมเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ยกระดับบทบาทไทย–เปิดโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่ สร้างบทบาทศูนย์กลางการบินภูมิภาค ครอบคลุมทั้งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า พร้อมเร่งวางระบบนิเวศ AAM ดึงลงทุน-ฐานผลิต ยกระดับไทยจากผู้ใช้งานสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมการบินโลก

28 ส.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางและเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 หรือ AAM 2026ระหว่างวันที่ 1-3 ธันวาคม 2569  ว่า ประเทศไทยไม่ได้มองเทคโนโลยีอากาศยานสมัยใหม่เพียงในฐานะเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้งานเท่านั้น แต่ต้องการให้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมในอนาคตของประเทศ โดยการพัฒนาจะต้องเดินหน้าควบคู่กันทั้งด้านนวัตกรรมและความปลอดภัย พร้อมมีระบบกำกับดูแลที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และมาตรฐานสากล

สำหรับการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้เข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ช่วงที่ประชาคมโลกกำลังร่วมกันวางทิศทางและแนวทางการกำกับดูแลเทคโนโลยี AAM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเดินทางทางอากาศรูปแบบใหม่ โดย ICAO กำหนดจัดการประชุม AAM 2026 ระหว่างวันที่ 1-3 ธันวาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด From Vision to Implementation: Enabling the AAM Ecosystem เพื่อผลักดัน AAM จากระดับวิสัยทัศน์ไปสู่การใช้งานจริงอย่างปลอดภัย

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำเทคโนโลยี AAM เข้ามาใช้งาน แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ภายในประเทศให้ครบถ้วน ตั้งแต่การจัดทำกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตและพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคตได้ในระยะยาว ทั้งนี้ กพท.ได้จัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan รวมถึงเดินหน้าพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ AAM ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบินแล้ว

ขณะเดียวกัน การจัด AAM 2026 ยังถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะสนับสนุนนโยบาย Aviation Hub ของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ตลอดจนผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมการบินจากทั่วโลกว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรองรับเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ โดยรัฐบาลประเมินว่าการจัดงานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน ดึงดูดอุตสาหกรรมอากาศยานรูปแบบใหม่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับเข้ามาลงทุนและพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย

นายพิพัฒน์  กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการบินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า ศูนย์กลางการถ่ายลำและเปลี่ยนถ่ายสินค้า ตลอดจนการเป็นจุดแวะพักหรือเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร และท้ายที่สุดคือการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเดินทางทางอากาศ โดยไทยต้องการยกระดับบทบาทให้เป็นศูนย์กลางทั้งด้านผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าทางอากาศสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือเป้าหมายที่เราต้องการจากการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

“การดึงการประชุมระดับนานาชาติด้าน AAM มาจัดในประเทศไทยจะช่วยให้ไทยได้แสดงศักยภาพต่อประชาคมการบินโลก และเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ผู้ผลิตเทคโนโลยี นักลงทุน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือในประเทศไทย”นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้านพล.อ.อ.มานัส ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สำหรับกรอบเวลาการนำเทคโนโลยี AAM มาใช้งานจริงนั้น ในช่วงการให้ข้อมูลได้มีการตั้งคำถามถึงเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในปี 2572 โดยผู้แทนที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่การดำเนินงานจะเกิดขึ้นเร็วกว่ากรอบเวลาปี 2572 เนื่องจากร่างกฎหมายและกฎระเบียบที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่มีความคืบหน้าอย่างมาก และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบและทดลองเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนนำไปใช้งานจริง

สำหรับความร่วมมือที่ได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานภายในประเทศ แต่ยังมีความสนใจจากต่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมจากต่างประเทศพร้อมที่จะเข้ามาพิจารณาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย รวมถึงใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำหรับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยี ก่อนต่อยอดไปสู่การส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ

“ประเด็นดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายที่มากกว่าการเป็นตลาดรองรับเทคโนโลยี AAM โดยต้องการให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิต AAM ของโลก หากไทยสามารถวางรากฐานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุตสาหกรรม ก็จะช่วยให้การลงทุนและฐานการผลิตมีโอกาสปักหลักอยู่ในประเทศในระยะยาว”พล.อ.อ.มานัส กล่าว

สำหรับประเทศไทยเคยมีประสบการณ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในอดีตสามารถสร้างฐานการผลิตขึ้นมาได้ แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ฐานการผลิตก็สามารถย้ายไปยังประเทศอื่นได้ ดังนั้น บทเรียนสำคัญคือไทยต้องสร้างรากฐาน ของอุตสาหกรรม AAM ให้แข็งแรงและครบวงจร เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่เป็นประเทศผู้ผลิตและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AAM ระดับโลก

ทั้งนี้ การจัด AAM 2026 ที่ประเทศไทยจะมีทั้งการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ การจัดแสดงนิทรรศการ และการบินสาธิตอากาศยานไร้คนขับ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,500 คน ประกอบด้วยผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริหารในอุตสาหกรรมการบินจากประเทศต่าง ๆ โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการจัดงานและร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ ICAO แล้ว

สำหรับการเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ไม่ได้มีความหมายเพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงความพร้อมด้านการกำกับดูแล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนานาชาติ เพื่อวางรากฐานให้อุตสาหกรรมการบินยุคใหม่สามารถเติบโตในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และแข่งขันได้ในระดับโลก โดยเป้าหมายปลายทางคือการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัปเกรดแบรนด์ออนไลน์ เลือกบริการขนส่งสินค้าลดของพัง

การทำธุรกิจออนไลน์ในยุคนี้ พ่อค้าแม่ค้าต่างทุ่มเทเวลาและงบประมาณมหาศาลให้กับการยิงแอดโฆษณา การทำคอนเทนต์ดึงดูดใจ และการออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้สวยงามน่าแกะ แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ ทันทีที่กล่องพัสดุหลุดออกจากมือเราไป ทุกอย่างก็แทบจะอยู่นอกเหนือการควบคุม