
สศอ. รับหั่นประมาณการดัชนีเอ็มพีไอปีนี้เหลือ 0.0-0.5% จีดีพีอุตสาหกรรมโตแค่ 0.75-1.75% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าสหรัฐ-กำลังซื้อในประเทศ
27 ส.ค. 2569 – นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือเอ็มพีไอ (MPI) ปี 2569 จะขยายตัวที่ในช่วงระหว่าง 0.0-0.5% ขณะที่ อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP) ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวในช่วงระหว่าง 0.75-1.75% ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินทั้งสองค่าไว้ในช่วง 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศ กับคู่ค้าหลักที่ยังมีทิศทางเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
“แม้แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนส.ค.2569 ยังส่งสัญญาณปกติ จากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในประเทศ อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังด้านปัจจัยต่างประเทศจากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในบางประเทศ“นายศุภกิจ กล่าว
สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนก.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.46% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปยังเติบโตตามกระแส Pet Humanization และอาหารสำเร็จรูปได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคในสังคมเมือง รวมทั้ง มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นกำลังซื้อและบรรเทาต้นทุนพลังงาน รวมถึงเงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการส่งออกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและการค้า
ส่วนการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ชะลอลงอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังสามารถปรับตัว การบริหารจัดการต้นทุน และการรักษาระดับการผลิตได้อย่างเหมาะสม

