
บีโอไอ เผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 68 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
7 ก.ย. 2569 – นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก
สำหรับตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54%
ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่น 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ 48% คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ โดยเมื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน
นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต
ด้านการลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) และบริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Transmission) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ขณะที่ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI

