
‘สรรพากร’ นัด 22 ก.ย. นี้ ถก ‘สำนักพุทธ’ เคลียร์ปมระบบ e-Donation ย้ำวัดยังมีหน้าที่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย เดินเครื่องต้อนคนเข้าระบบภาษี คอนเฟิร์มไม่นำข้อมูลร้านค้าเข้าโครงการรัฐมารีดภาษีย้อนหลัง พร้อมกางผลงานเก็บรายได้ 11 เดือนปีงบ 69 อยู่ที่ 2.16 ล้านล้านบาท
11 ก.ย. 2569 – นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ย. 2569 กรมสรรพากรจะมีการหารือร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหน้าที่ของวัดในการปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง โดยเฉพาะกรณีที่วัดมีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างใด ๆ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้น วัดยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอยู่
นอกจากนี้ ปีนี้เป็นปีแรกที่กรมสรรพากรกำหนดให้องค์กรสาธารณกุศล อาทิ วัด มูลนิธิ และสมาคม ต้องรับบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บบันทึกข้อมูลการบริจาคอัตโนมัติเพื่อให้ผู้บริจาคใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ (e-Donation) ซึ่งเป็นมาตรการที่กรมฯ ได้ผลักดันมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันมีศาสนสถาน จำนวน 4.6 หมื่นแห่งที่จดทะเบียนอยู่ในระบบ e-Donation และในจำนวนนี้เป็นวัดทางศาสนาพุทธ ราว 4.3 หมื่นแห่ง จากทั้งหมด 4.5 หมื่นแห่ง โดยในปีงบประมาณ 2568 มียอดบริจาคผ่านระบบ e-Donation อยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2569 มียอดบริจาคสะสม 11 เดือน (ต.ค.68-ส.ค.69) อยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็นการบริจาคผ่านทั้งวัด โรงเรียน และโรงพยาบาล
ส่วนในกรณีวัดที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของกรมสรรพากร พบว่า ในส่วนของวัดได้มีการจดทะเบียนในระบบ e-Donation เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนมูลนิธิของวัดดังกล่าวนั้นไม่ใช่องค์กรสาธารณกุศลการบริจาคในส่วนนี้จึงนำมาหักลดหย่อนไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ส่วนไม่เกี่ยวข้องต่อกัน ดังนั้นในส่วนของกรมสรรพากร จึงไม่สามารถก้าวล่วงเข้าไปในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ได้ แต่ในหลักการแล้ว องค์กรที่มีรายได้ซึ่งไม่ใช่เงินบริจาค ยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษีผ่านการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 55
สำหรับภาพรวมการจัดเก็บภาษีสะสมของกรมสรรพากร ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-ส.ค.69) อยู่ที่ 2.16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88.35% ของประมาณการรายได้ทั้งปีที่ 2.44 ล้านล้านบาท เป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์การจัดเก็บรายได้โดยใช้ Data Analytics และ Digital Technology ประกอบกับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้การบริโภคและลงทุนในประเทศขยายตัว ส่วนในปีงบประมาณ 2570 กรมสรรพากร มีเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้ อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท
“ในปีงบประมาณ 2569 คาดว่ากรมฯ จะสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าประมาณการ 4-5 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายราว 2% ส่วนหนึ่งมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า ที่เก็บจากการนำเข้าพลังงาน และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกกิจการของกลุ่มธุรกิจนี้ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาระภาษีที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าว
นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับแนวคิดในการฟื้นฟู พ.ร.ก. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เพื่อพิจารณาจัดเก็บค่าธรรมเนียม (Exit Fee) จากคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ ว่า เรื่องนี้ยังอยู่ระห่วางการศึกษาว่าหากทำจะทำในรุปแบบไหน หรืออย่างไร โดยการพิจารณาจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด และต้องดูนโยบายด้วยว่าจะไปทิศทางไหน ซึ่งกรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้ดำเนินการสำรวจผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ยังอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี โดยในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ได้นำผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น 1.73 แสนราย สูงกว่าเป้าหมายของทั้งปีงบประมาณที่กำหนดไว้ที่ 1.49 แสนราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการออนไลน์ 5.6 หมื่นราย สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 5.5 หมื่นราย
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับความกังวลของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการรัฐว่าจะถูกนำข้อมูลมาใช้จัดเก็บภาษีย้อนหลังนั้น นายสมศักดิ์ ระบุว่า กรมสรรพากรยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้ข้อมูลของผู้ประกอบการหรือผู้ค้าที่เข้าร่วมโครงการรัฐมาใช้จัดเก็บภาษีย้อนหลังอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่วนร้านค้าที่ขายดีจนเป็นที่ประจักษ์และรายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ พร้อมทั้งยอมรับว่าปัจจุบันมีผู้ค้ารุ่นใหม่ที่เดินทางเข้ามายังกรมสรรพากรเพื่อขอคำแนะนำในการจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง จึงเรียกได้ว่าตอนนี้หมดยุคหลบภาษีแล้ว และผู้ประกอบการรุ่นใหม่อยากจะเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

