
‘พิพัฒน์’ เร่งเครื่องเปลี่ยนรถเก่าสู่ EV รองรับแผน 2,320 คัน ทยอยรับรถ 1,520 คันก่อนเสริมอีก 800 คัน หวังลดค่าน้ำมัน–ซ่อมบำรุงเกือบ 4,000 ล้านบาทต่อปี เดินหน้าตั๋วร่วม เริ่มระบบราง 1 ม.ค. 2570 ก่อนขยายครบทุกโหมด สั่งดูแลผู้มีรายได้น้อย รับมือค่าโดยสาร EV ที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ ขสมก.ตั้งเป้าลดขาดทุนต่อเนื่อง สู่ EBITDA ใกล้ศูนย์ในปี73 เดินหน้าปฏิรูปองค์กรควบคู่ลดภาระหนี้สะสม 1.5 แสนล้านบาท
24 ก.ย. 2569 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแผนการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า(EV)ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายผลักดันให้ระบบขนส่งสาธารณะเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด สำหรับแผนจัดหารถโดยสาร EV นั้น รถโดยสารชุดแรกจำนวน 1,520 คัน จะทยอยเข้ามารับมอบ โดยคาดว่าจะได้รับรถจำนวน 500 คันภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570 จากนั้นอีก 500 คันภายในสิ้นเดือนเมษายน และอีกประมาณ 520 คันในช่วงถัดไป เพื่อทยอยนำเข้ามาทดแทนรถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งรถที่ใช้น้ำมันและก๊าซ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนให้ ขสมก. จัดซื้อรถโดยสาร EV เพิ่มเติมอีก 800 คัน เนื่องจากประเมินว่ารถจำนวน 1,520 คันยังไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน โดย ขสมก. คาดว่าจะได้รับรถโดยสารเพิ่มเติมภายในเดือนธันวาคม 2570 ส่งผลให้เมื่อสิ้นปี 2570 รถโดยสารของ ขสมก. ที่ออกให้บริการประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเปลี่ยนเป็นรถ EV ทั้งหมด ดังนั้น ภาพรวมการให้บริการรถโดยสารในปี 2570 จะเดินหน้าไปสู่การใช้รถ EV อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมเดินหน้าระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะรูปแบบต่าง ๆ ได้สะดวกและเชื่อมต่อกันมากขึ้น โดยแผนงานจะทยอยดำเนินการ เริ่มจากระบบราง ซึ่งตั้งเป้าหมายเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมในวันที่ 1 มกราคม 2570 ก่อนขยายไปยังระบบขนส่งทางบกและทางน้ำ และตั้งเป้าหมายให้ระบบตั๋วร่วมครอบคลุมการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ ได้ภายในประมาณเดือนสิงหาคม 2570
สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากรถเมล์ร้อน ซึ่งปัจจุบันมีค่าโดยสารประมาณ 8 บาท ไปสู่รถโดยสารปรับอากาศ EV นั้น นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าโดยสาร โดยแนวทางหนึ่งคือการพิจารณาคงภาระค่าเดินทางในระดับเดิม และให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อดูแลส่วนต่างที่อาจเพิ่มขึ้น
“ขณะนี้ ขสมก. อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลสถิติการใช้บริการรถเมล์ร้อน เพื่อแยกให้เห็นจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถเมล์ร้อนในแต่ละวัน รวมถึงผู้โดยสารที่ใช้รถโดยสารปรับอากาศ เพื่อประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการ และนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการพิจารณามาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ”นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารหรือระบบรถไฟ ไม่ควรถูกมองจากเป้าหมายการทำกำไรเป็นหลัก เพราะมีภารกิจสำคัญในการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือประกอบกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น รัฐบาลยังมีหน้าที่เข้ามาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต้องพยายามลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาครัฐเข้ามาอุดหนุนในระดับที่น้อยที่สุด
ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่าตรียมเปิดประมูลจัดหารถโดยสารใหม่ 2,320 คัน ช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 หรือประมาณเดือนตุลาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 วงเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท เพื่อทยอยทดแทนรถเก่าที่มีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง ทั้งรถครีมแดง ครีมน้ำเงิน และรถส้มแดวู
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรถจะไม่ใช่การปลดรถเก่าทั้งหมด โดย ขสมก.จะนำรถที่ยังมีสภาพดีมาให้บริการต่อ ทั้งรถ NGV สีส้ม 323 คัน และรถ Hino 486 คัน ขณะที่ความต้องการใช้รถในระบบอยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน ขสมก.ประเมินว่า หากรถใหม่เข้ามาให้บริการเต็มรูปแบบ จะลดค่าเหมาซ่อมจากเดิมประมาณ 1,800–2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าจะลดลงได้ประมาณ 60% เหลือราว 800 ล้านบาท คาดว่าจะลดภาระต้นทุนได้เกือบ 4,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบัน ขสมก.ขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 7,000–8,000 ล้านบาทต่อปี ด้านฐานะการเงิน ขสมก.ยังมีหนี้สะสมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างบริหารโครงสร้างหนี้ โดยมีการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ดังนั้น หากการลดต้นทุนและการเพิ่มรายได้สามารถดำเนินการได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง มองว่า ในปี 2573 ขสมก.มีโอกาสที่จะลดผลขาดทุนจากการดำเนินงานลงจนเข้าใกล้ระดับศูนย์ หรือ EBITDA เป็นศูนย์ โดยปัจจัยสำคัญจะมาจากทั้งการลดต้นทุนการเดินรถ การลดค่าซ่อมบำรุง การลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และการเพิ่มรายได้จากโครงสร้างค่าโดยสาร
สำหรับแนวทางบริหารรายได้อื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ ไม่ควรนำรายได้จากธุรกิจอื่นมาคาดหวังเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากเมื่อเทียบกับต้นทุนการดำเนินงานของ ขสมก.แล้ว รายได้จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ส่วนอื่นยังมีขนาดไม่มากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลักคือการบริหารและลดต้นทุนขององค์กร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ย้ำ! ผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้
รัฐบาลย้ำผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปทุกรายต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 ก.ย. เผยสถิติยอดทำใบขับขี่รถสาธารณะพุ่งกว่า 3 เท่าตัว

