
กกร.ชี้น้ำท่วมกระทบเป็นวงกว้าง รับยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ประชาชน-ธุรกิจ-เกษตร-อุตสาหกรรมรับผลกระทบ จี้รัฐดึงเอกชนร่วมบริหารจัดการน้ำ แนะวางแนวทางรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ
7 ต.ค. 2569 – นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนในภาคกลางและตะวันออก รวมถึงภาคท่องเที่ยว ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและเศรษฐกิจยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และอาจเพิ่มภาระหนี้สินและกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
ทั้งนี้ กกร.เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้ภาครัฐเร่งวางแนวทางรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันให้ผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะ เพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ เกษตร และประชาชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบจากอุทกภัย และจัดทำข้อเสนอด้านการเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู รวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ควบคู่กับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ
นายพจน์ กล่าวว่า ภัยธรรมชาติกำลังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยภาครัฐใช้งบประมาณเยียวยาความเสียหายเฉลี่ย 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ มาเน้นการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการวางผังเมืองและใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับความเสี่ยงน้ำท่วม พร้อมกันนี้ ควรพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติเพื่อลดความสูญเสีย รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กกร.ยังเสนอให้เร่งแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีมูลค่าราว 2.42 ล้านล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปัญหาความแออัดและผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้เที่ยวบินล่าช้า ยกเลิก และมีผู้โดยสาร-สัมภาระตกค้าง กระทบความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีและการเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026
ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นายพจน์กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นจาก 95 เหรียญในเดือนก.ย. มาอยู่ที่ 102 เหรียญต่อบาร์เรล แม้ซัพพลายจากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้ระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางของสถานการณ์และระดับน้ำมันสำรองที่ยังต่ำ
ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้ต้นทุนพันธบัตรระยะยาวในหลายประเทศ รวมถึงไทย ปรับสูงขึ้น กระทบต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนและเพิ่มความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่า แต่อย่างไรก็ตาม กกร. ก็ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ณ เดือน ก.ย. – ต.ค. 69 อยู่ที่ GDP เติบโต 2.1 – 2.5% ด้านการส่งออกเติบโตอยู่ที่ 12.0 – 16.0% และเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2.5 – 3.0%

