
‘IMF’ เตือนไทยเผชิญโจทย์เศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน-สงครามการค้า-ข้อจำกัดทางการคลัง ชี้เศรษฐกิจไทยและอาเซียนมีความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานสูง ห่วงวิกฤติยืดเยื้อเสี่ยงซ้ำเติมเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อประชาชน แนะรัฐบาลเร่งสร้างกันชนทางการคลัง ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า ควบคู่เพิ่มทางเลือกพลังงานหมุนเวียนและกระจายตลาดส่งออก รักษาแรงส่งเศรษฐกิจ
15 ต.ค. 2569 – นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กล่าวในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ ‘Regional Economic Outlook for Asia and Pacific’ ว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียยังสามารถเติบโตได้ในระดับแข็งแกร่ง แต่ขณะเดียวกันก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีการค้า ความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ขณะที่การลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ แต่ผลประโยชน์จากการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวยังกระจุกตัวไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ เห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย ในปี 2568 เติบโตได้ 5% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 4.8% ในปี 2569 ส่วนในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตได้ 4.4% โดนแนวโน้มยังสะท้อนการขยายตัวที่มีนัยสำคัญ แต่แรงส่งในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงลดลง โดยภูมิภาคเอเชียมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 2 ใน 3 ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อการค้าและการเติบโตทั่วโลก
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากปัญหาความขัดแย้งยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาระหว่างการพยุงราคาพลังงานกับการรักษาความมั่นคงทางการคลัง
“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พึ่งพลังงานค่อนข้างมากเมื่อเทียบภูมิภาคอื่น จากการนำเข้าพลังงานเยอะ ส่งผลให้มีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แต่ในหลายประเทศรัฐบาลมีการปรับตัวรับมือได้ดี บางประเทศใช้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทน เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อลดผลกระทบด้านราคา แต่ก็ต้องวางนโยบายในการดูแลประชาชนด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF กล่าว
นายกฤษณะ ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านราคาพลังงานที่สูงขึ้น ว่า จะส่งผลต่อเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากอาเซียน รวมถึงไทยมีปริมาณการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูง คิดเป็น 7% ของจีดีพี ซึ่งบางประเทศยังมีความเปราะบาง หากวิกฤติพลังงานรุนแรงและยืดเยื้อจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน ตรงนี้คือความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการออกแบบมาตรการให้ความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่ม โดยไม่สร้างภาระงบประมาณเกินความจำเป็น
“ประเทศในอาเซียน รวมถึงไทยจะต้องมีการวางนโยบายหรือมาตรการที่เน้นคุ้มครอง หรือดูแลประชาชนเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมาหลายประเทศในภูมิภาคมีการปรับตัวได้ไม่มากก็น้อย แต่การปรับตัวจะทำได้มากกว่านี้อีกเท่าไหร่ต้องมาดูหลังจากนี้ต้องมาดูต่อในเรื่องน้ำมันคงคลังเหลือเท่าไหร่ หากรัฐบาลแต่ละประเทศยื้อไม่ไหว ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาปราะชาชนอย่างแน่นอน โดยต้องยอมรับว่าหลายประเทศในภูมิได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจติดต่อกันหลายระลอก ซึ่งส่งผลต่อแนวกันชนหรือพื้นที่ทางการคลัง ดังนั้นในการพิจารณาออกแบบนโยบายควรต้องเป็นแบบมุ่งเป้าไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF ระบุ
นอกจากนี้ มองว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างกันชนทางการคลัง ผ่านการปรับฐานะการคลัง แต่ต้องดำเนินการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่โดนแรงกระแทก เน้นดำเนินการผ่านการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อให้คนที่ควรได้รับการช่วยเหลือ หรือสนับสนุนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง
ในมิติด้านการค้านั้น Mr. Krishna Srinivasan ระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคนี้ สามารถปรับตัวต่อแรงกดดันจากมาตรการภาษีได้ดี และการค้าภายในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การลดอุปสรรคทางการค้าและการกระจายตลาดส่งออกจึงเป็นแนวทางสำคัญในการเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาค
อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทย การเชื่อมโยงตลาดอาเซียน และการยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีจะเป็นโอกาสสำคัญ แต่ต้องทำควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เอกนิติ' จับมือลักเซมเบิร์ก เปิดทางเชื่อมตลาดทุนไทย-ยุโรป
“เอกนิติ” ลงนามความร่วมมือด้านการเงินกับรัฐมนตรีคลังลักเซมเบิร์ก ครอบคลุมตลาดทุน กองทุนรวม การเงินยั่งยืน ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัล มุ่งแลกเปลี่

