‘จังหวะโลก’ หรือ ‘จุดเปลี่ยน’ เศรษฐกิจไทย เวทีIMF-World Bank 2026สปอตไลต์ใหม่เดิมพันปฏิรูปก่อนหลุดขบวนโลก

IMF Managing Director Kristalina Georgieva speaks during the Managing Director briefing on the Global Policy Agenda during the 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings at the Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC) in Bangkok on October 14, 2026. (Photo by ANTHONY WALLACE / AFP)

โลกเศรษฐกิจกำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อเครื่องยนต์การเติบโตแบบเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัด ขณะที่เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานกำลังเขียนกติกาการแข่งขันขึ้นใหม่ ความได้เปรียบของประเทศจึงไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนแรงงาน ปริมาณการผลิต หรือความสามารถในการส่งออกอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่ศักยภาพในการสร้างผลิตภาพ พัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับทักษะประชากร และปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วและซับซ้อนกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย เส้นทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นภาพของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ไปสู่การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อส่งออก และการเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของโลก การลงทุนจากต่างประเทศช่วยสร้างฐานการผลิตและการจ้างงาน ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภทกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเติบโตบนฐานการผลิตและการใช้ประโยชน์จากต้นทุนที่แข่งขันได้ กำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า ไทยจะยกระดับจากการเป็นฐานผลิตไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นของตนเองได้มากเพียงใด

เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยิ่งมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยว การค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ‘ข้อจำกัดเดิมจะหมดไป’ ตรงกันข้าม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศยังขึ้นอยู่กับผลิตภาพของธุรกิจ คุณภาพแรงงาน การลงทุน และความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละขนาด ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร กำลังเพิ่มความท้าทายต่อการรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจโลกกำลังเปิดประตูสู่เครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนใน Data Center ระบบคลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสดึงดูดเงินทุนและช่องทางยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่การมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาไม่ได้รับประกันโดยอัตโนมัติว่าประเทศเจ้าบ้านจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หากไม่สามารถเชื่อมโยงการลงทุนเหล่านั้นเข้ากับธุรกิจในประเทศ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพได้จริง

โจทย์ของไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เข้ามาตั้งฐานในประเทศ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนโอกาสจากการลงทุนให้กลายเป็นผลิตภาพและรายได้ที่กระจายออกไปในวงกว้าง ตั้งแต่การนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ไปจนถึงการสร้างบุคลากรที่พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ และการวางระบบพลังงานกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้รองรับการเติบโต ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีก็มาพร้อมความเสี่ยง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ความเหลื่อมล้ำทางทักษะ ภัยคุกคามดิจิทัล และความไม่แน่นอนว่าผลประโยชน์จากการลงทุนจะตกอยู่กับใครมากที่สุด

ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้เผชิญเพียงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี แต่ยังต้องรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า ความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนทางการเงินที่กดดันการลงทุนและกำลังซื้อไปพร้อมกัน ประเทศต่างๆ จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเร่งสร้างการเติบโต การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีพื้นที่ในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง

ภายใต้บริบทนี้ การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569: The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จึงเป็นมากกว่าเวทีหารือสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้โจทย์การเติบโตของไทยถูกพิจารณาภายใต้ภาพความเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคและระดับโลก รายงานและมุมมองที่เผยแพร่ในช่วงการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายต่อการประเมินว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันด้านใด โอกาสจาก AI และการลงทุนเทคโนโลยีจะส่งผลต่อการเติบโตอย่างไร และประเทศไทยควรปรับตัวเช่นไรเพื่อไม่ให้พลาดจังหวะของเศรษฐกิจยุคใหม่

ทั้งนี้ หากมองผ่านมุมมองขององค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โจทย์ของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ได้อยู่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นความผันผวนระยะสั้น แต่คือการสร้างความสามารถในการเติบโตภายใต้โลกที่มีแรงขับเคลื่อนสวนทางกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง การลงทุนในเทคโนโลยีและ AI กำลังสร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะประเทศที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ IMF จึงเตือนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่น แต่ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกกำลังลดลง ทั้งจากการใช้กันชนทางการคลังและพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยีต้องเร่งเสริมความพร้อม ควบคู่กับการเตรียมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอก

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับประโยชน์จาก AI ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถยกระดับการเติบโตได้โดยอัตโนมัติ เพราะ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งในการประเมินเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ IMF ชี้ถึงปัญหาการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ซบเซา และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนถ่วงศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังบั่นทอนความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เมื่อประกอบกับแรงกดดันจากการค้าโลกและความไม่แน่นอนภายนอก การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากไทยยังไม่สามารถยกระดับผลิตภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือ การมุ่งยกระดับการเติบโต สร้างรากฐานเศรษฐกิจมหภาคให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะไม่เปราะบางต่อแรงกระแทก และทำงานให้หนักขึ้นเพื่อที่จะได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความคล่องตัวและพลังขับเคลื่อนสูง มีพลังเชิงบวกจากประชากรวัยเยาว์ แต่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกันเองกลับยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 22% เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคอื่นในโลก เช่น ยุโรป ที่ 60% ดังนั้น มองว่ายังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่ไทยจะสามารถทำได้และเก็บเกี่ยวประโยชน์จากอาเซียนด้วยกัน ขณะเดียวกันประเทศไทยเองอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสลงทุนด้าน AI และเป็นหนึ่งในประเทศที่คิดถึงความเสี่ยงของกระแสนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงถือเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบ

ส่วนในมุมของธนาคารโลก (World Bank) ในมิติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในประเด็นสำคัญนั้น อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยรายงาน Building Thailand’s Future Today ซึ่งเผยแพร่ก่อนการประชุมประจำปี เสนอให้ไทยเร่งสร้างการเติบโตผ่านการยกระดับอุตสาหกรรม ธุรกิจ แรงงาน และเมือง ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างงานที่มีคุณภาพ พร้อมระบุว่า หากไทยต้องการบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จำเป็นต้องผลักดันการเติบโตของรายได้ต่อหัวให้เฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปี

แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ยังรวมถึงการทำให้ธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลงทุนส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น

อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ชี้ว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การค้าโลกขยายตัวถึง 4 เท่า สัดส่วนของประเทศกำลังพัฒนาในการค้าโลก เพิ่มจาก 20% เป็น 40% และครึ่งหนึ่งของการค้าในกลุ่ม 40% นี้เกิดขึ้นระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง นั่นสะท้อนว่า โมเดลเก่าแบบประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนากำลังจะเปลี่ยนไป เป็นประเทศกำลังพัฒนาค้าขายระหว่างกันและสร้างห่วงโซ่ของตัวเองขึ้น ซึ่งก็คือ ‘สะพานข้ามกำแพง’ ในแบบหนึ่ง

“คนไม่ค่อยให้ความสนใจระดับการค้าภายในภูมิภาค โดยการค้าของอาเซียนราว 50-55% เป็นการค้าขายด้วยกันเองในภูมิภาค นับว่าเชื่อมต่อกันได้ค่อนข้างดี ส่วนโอกาสที่จะทำให้การค้าภายในภูมิภาคเข้มแข็งขึ้นก็ยังมีอีกมาก โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อตกลงทางการค้า แต่สิ่งที่ต้องทำมากกว่า นั่นคือ การลดอุปสรรคทางการค้าและภาษี ทำให้ขั้นตอนศุลกากรสะดวกและง่ายขึ้น” อาเจย์ บังกา ระบุ

เมื่อพิจารณาความเห็นของทั้งสององค์กรร่วมกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่การปฏิเสธโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าโอกาสดังกล่าวจะสร้างผลลัพธ์ได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการจัดการข้อจำกัดที่สะสมมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่วินัยและพื้นที่ทางการคลัง ประสิทธิภาพการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงคุณภาพแรงงานและความสามารถในการสร้างนวัตกรรม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ได้มากแค่ไหน แต่คือจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านั้นสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และกระจายโอกาสไปยังแรงงานกับพื้นที่ต่างๆ ได้จริง เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนแรงส่งจากภายนอกให้กลายเป็นศักยภาพภายในประเทศได้ การเติบโตที่เกิดขึ้นก็อาจยังคงเปราะบางและไม่เพียงพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้เปรียบภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันเหมือน ‘เรือลำเล็ก’ ที่ต้องฝ่าพายุเศรษฐกิจ 4 ลูกที่กระหน่ำเข้ามา ได้แก่ 1.พายุราคาพลังงานสูง จากการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก 2.พายุจากโลกแตกขั้ว 3.พายุอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อวินัยการเงินการคลัง และ 4.พายุจากการผงาดของอุตสาหกรรม AI ซึ่งไทยถือว่าโชคดีที่สามารถเข้าไปอยู่และได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ได้

โดยสิ่งสำคัญที่เรือเศรษฐกิจของไทยจะต้องเร่งดำเนินการ นั่นคือ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรือของเราแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานลมพายุทั้งหมด นั่นหมายถึง เราจะต้องมีวินัยการเงินการคลัง ต้องรักษาเสถียรภาพและนโยบายทางการเงิน โดยยืนยันว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ใช่เป้าหมายหลัก โดยการดำเนินการทั้งหมดผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการเปิดกว้างและพร้อมทำงานกับประเทศพันธมิตรในอาเซียน ผ่านการผสมผสานด้านการค้าและการลงทุน โดยเป้าหมายหลักคือต้องการผลักดันให้การค้าระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนเติบโตมากกว่า 22% ผ่านระเบียบการค้าโลกที่จะช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างดี และเพื่อดูแลคน 600-700 ล้านคนในอาเซียนที่กำลังเติบโต การร่วมมือกันและใช้ความหลากหลายของแต่ละประเทศเพื่อเป็นเกราะป้องกัน เป็นตัวรับแรงกระแทกและลดจุดเปราะบางเมื่อเศรษฐกิจอาเซียนต้องเจอกับภาวะช็อกจากภายนอก

ไม่เพียงเท่านี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยยังได้เร่งจัดระเบียบภายในบ้าน ผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ AI สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยภาพรวม 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าเม็ดเงินลงทุนขยายตัวแล้วกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10%

เหล่านี้เป็นตัวสะท้อนว่า ไทยกำลังใช้นโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนอย่างมีคุณภาพ (Investment-Led Growth) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจไทย และเพื่อให้แน่ใจว่าไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจโลก ภายใต้ความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

ท้ายที่สุด การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จึงเปรียบเสมือนสปอตไลต์ที่ส่องให้ประชาคมโลกหันกลับมามองเห็นศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบการแข่งขันใหม่ ทั้งจากกระแส AI การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค มุมมองจาก IMF ที่เน้นการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ตลอดจนข้อเสนอของธนาคารโลกที่มุ่งยกระดับผลิตภาพ สร้างงานที่มีคุณภาพ และเปลี่ยนผ่านไทยสู่ประเทศรายได้สูง ล้วนสะท้อนว่า โอกาสของไทยยังมีอยู่ แต่การจะคว้าโอกาสนั้นไว้ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงส่งจากภายนอก ไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ทั้งการลงทุนที่มีคุณภาพ การพัฒนาคน การยกระดับผู้ประกอบการ และการปฏิรูปกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

อย่างไรก็ตาม สปอตไลต์จากเวทีโลกจะมีความหมายเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนข้อเสนอ คำเตือน และความคาดหวังเหล่านั้นให้กลายเป็นการลงมือทำที่ต่อเนื่องได้จริงหรือไม่ เพราะการเป็นเจ้าภาพอาจเปิดประตูให้ไทยกลับมาอยู่ในสายตาโลกอีกครั้ง แต่การก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมต้องอาศัยการตัดสินใจและการปฏิรูปที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หากไทยสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภาพ และเปลี่ยนการเติบโตให้เป็นโอกาสที่กระจายถึงธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง เวทีครั้งนี้ก็อาจไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่โลกหันมามองประเทศไทย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการที่ไทยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของตัวเองได้อย่างชัดเจนขึ้น ท่ามกลางโลกที่ไม่อาจรอให้ประเทศใดพร้อมก่อนจึงค่อยเดินหน้าต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง