ซีพี ผนึก อว. ดัน Talent Mobility เชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง เร่งต่อยอด AI–Future Food–Biotech สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดการแข่งขันไทย
22 ต.ค.2569- เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลังขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน-นักวิจัยทักษะสูง และต่อยอดผลงานนวัตกรรมของประเทศไทย ผ่านความร่วมมือ “TALENT MOBILITY for Future Industries เชื่อมพลังคนเก่ง ขับเคลื่อนนวัตกรรม สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ยั่งยืน” มุ่งเชื่อมโยงบุคลากรศักยภาพสูงจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้ากับโจทย์ธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมในระดับยุทธศาสตร์ของไทย อาทิ เกษตรอัจฉริยะ อาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพ และปัญญาประดิษฐ์
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “Thailand's Talent Strategy for Future Industries and Flagship Initiatives” ว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนและนวัตกรรม โดยเปลี่ยนจากการมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Innovation Economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนที่มีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
ทั้งนี้หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงศักยภาพของมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความสามารถของบุคลากรแต่ละคนให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการปรับระบบการศึกษาให้ให้ความสำคัญกับทักษะและสมรรถนะมากกว่าใบปริญญา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านหลักสูตรระยะสั้น ระบบรับรองทักษะ และธนาคารทักษะ (Skill Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทคนไทยจากผู้แสวงหางาน (Job Seeker) ไปสู่ผู้สร้างงาน (Job Creator) เพื่อให้การพัฒนากำลังคนไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดแรงงานในปัจจุบัน แต่ยังช่วยสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรม และโอกาสการเติบโตใหม่ให้ประเทศไทยในระยะยาว”นายยศชนัน
นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศ เราจึงต้องสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้คนเก่ง นักวิจัย และบุคลากรทักษะสูง ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพราะความร่วมมือที่มีคุณค่า ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน ภาครัฐสามารถขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภาคเอกชนเข้าถึงบุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ขณะที่นักวิจัยมีโอกาสนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง และนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์อุตสาหกรรมจริง พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานและเส้นทางอาชีพในอนาคต
“เครือซีพีจะร่วมมือกับกระทรวง อว. ในการเชื่อมโยงบุคลากรวิจัยศักยภาพสูงทั้งในและต่างประเทศ ให้สามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนากลไกการจ้างงานและเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ ยกระดับทักษะกำลังคนผ่านหลักสูตรและศูนย์การเรียนรู้ด้าน Upskill/Reskill ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนผลักดันงานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งมอบและผู้ใช้ความรู้ แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงให้กับประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานคุณภาพ สร้างโอกาสให้คนไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน”นายธีระพลกล่าว
นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ดำเนินนโยบายการเคลื่อนย้ายบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในภาคอุตสาหกรรม หรือ Talent Mobility มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยสู่ภาคเอกชน เปิดโอกาสให้อาจารย์และนักวิจัยนำความเชี่ยวชาญไปช่วยแก้ปัญหา พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนความก้าวหน้าในสายอาชีพและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง
“ปัจจุบันกระทรวงมุ่งพัฒนากลไก Talent Mobility ให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น และออกแบบรูปแบบความร่วมมือเฉพาะที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร ความร่วมมือกับเครือซีพี จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเชื่อมเครือข่ายบุคลากรและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้ากับโอกาสในภาคธุรกิจ โดยมุ่งพัฒนากำลังคนผ่านการเพิ่มทักษะ (Upskill) การปรับทักษะ (Reskill) และการสร้างทักษะใหม่ (New Skill) ควบคู่กับการผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างคุณค่าร่วมกันแก่ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ”นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ แนวทางสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีและงานวิจัยเข้ากับยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยมุ่งเน้น 4 ด้านสำคัญ (4 Flagship Initiatives) ได้แก่ Mega Farming การยกระดับเกษตรกรรมขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล โดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการผลิตภาคเกษตร ,Precision Biotechnology การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพความแม่นยำ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง,Future Food การเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยด้านอาหารและโภชนาการกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร และBiomanufacturing การต่อยอดเทคโนโลยีชีวภาพสู่กระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมการพัฒนาบุคลากรในสาขาเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล (AI & Data) เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ ควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) พลังงาน และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายมีแนวทางกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานภายในระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมการเชื่อมโยงและพัฒนาบุคลากรทักษะสูงไม่น้อยกว่า 1,250 คน การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 10 แห่ง และการพัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางพัฒนาหลักสูตรและโครงการเพิ่มทักษะและปรับทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) พร้อมตั้งเป้าผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การทดลองใช้งานจริงหรือการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ไม่น้อยกว่า 20 ผลงาน โดยครอบคลุมนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก นักวิจัยหลังปริญญาเอก บุคลากรวิจัยศักยภาพสูงจากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนบุคลากรของเครือซีพีและบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม.

