
‘เอกนิติ’ มองการเมืองสหรัฐฯ ทำตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วน แต่เชื่อเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น พร้อมยันไทยเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง หวังเสริมแกร่งความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทย จับตาอานิสงส์เม็ดเงินลงทุน AI และ Data Center ไหลเข้าต่อเนื่อง ฟุ้งภาคการคลังยังแกร่ง เป็นเกราะป้องกันความผันผวนได้เป็นอย่างดี
6 พ.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 ของสหรัฐฯ ว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนต่างประเทศผันผวน และเริ่มปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนของนโยบาย โดยเฉพาะความผันผวนในระยะสั้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI และ Data Center ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ
ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย เกี่ยวกับมิติเรื่องนโยบายการค้านั้น ยังคงเดินหน้าตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่า การเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้รับผลกระทบ ให้ยังสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่านายอนุทิน อาจจะมีโอกาสได้พบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการประชุม ASEAN Summit และ APEC Summit ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
“เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ มีผลเชื่อมโยงกับตลาดโลก ตลาดการเงิน และตลาดทุนทั่วโลก ประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้เชื่อว่าทุกประเทศอาจได้รับผลกระทบ แต่ส่วนตัวมองว่า ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ประธานาธิบดีก็ยังคงดำเนินการอยู่ แต่ในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ทั้งสภาล่าง สภาสูง อาจจะต้องมีการเปลี่ยนผ่าน แต่สิ่งที่เห็นวันนี้คือทิศทางตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ที่มองเรื่องความผันผวน ดังนั้นไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ
อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมตลาดทุนทั่วโลกจะผันผวน โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ กับหุ้นในกลุ่ม AI และ Data Center เนื่องจกาทุกฝ่ายต่างรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายหลังจากนี้ ซึ่งส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้จะเป็นความผันผวนในระยะสั้นระยะหนึ่งเท่านั้น โดยสำหรับประเทศไทยที่ผ่านมาได้รับปัจจัยบวกอย่างมากจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI Supply Chain และ Data Center สะท้อนได้จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ จากข้อมูลในการประชุม IMF – World Bank ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับให้เป็น 1 ใน 4 ประเทศหลักของโลกที่ได้รับแรงสนับสนุนร่วมกับ มาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ ในฐานกระดูกสันหลังสำคัญในอุตสาหกรรม AI Supply Chain และ Data Center ซึ่งจุดนี้จะเป็นปัจจัยบวก และเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะเรื่องวินัยการคลังที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยได้ สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยในระดับ 60% กว่าของจีดีพี ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่สูงจนเกือบจะชนเพดาน โดยอยู่ในระดับที่เกินกว่า 100% ของจีดีพี จนกลายเป็นความกังวลเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่เกือบ 5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทย อยู่ที่ราว 2% ทั้งหมดคือสิ่งที่สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความแข็งแรง และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี ในส่วนของความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้นั้น รัฐบาลได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ไม่ประมาท และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกรณีราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลง แต่เชื่อว่าความผัวผวนของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะเป็นเพียงระยะสั้น

