
สมัยก่อนเขาเรียกกันว่า “ยาม้า” ครับ
ว่ากันว่าชื่อนี้มาจากตรารูปหัวม้าที่ประทับอยู่บนเม็ดยา แต่ฟังชื่อแล้วก็นึกถึงม้าวิ่งแข่ง คึกคัก แข็งแรง วิ่งได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
จนกระทั่งปี 2539 “ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทอง ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกิดไอเดียเปลี่ยนชื่อจาก “ยาม้า” มาเป็น “ยาบ้า” เสียเลย
หวังว่าพอได้ยินคำว่าบ้า คนจะกลัว ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง
เป็นเรื่องของจิตวิทยานั่นแหละครับ
แถมยุคนั้นยังมีการปรับสถานะยาเสพติดชนิดนี้ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อีกด้วย
เรียกว่าเปลี่ยนทั้งชื่อ ทั้งกฎหมาย เอากันจริงจังทีเดียว
แต่ดูเหมือนจิตวิทยาจะเอาไม่อยู่
เพราะเปลี่ยนชื่อจากม้าเป็นบ้าแล้ว คนเสพก็ยังไม่ยักกลัว แถมบางคนเสพจนหลอน บ้าไปกว่าเดิมอีก
เออ...แล้วจะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรอีกดีล่ะทีนี้?
ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน
ที่หยิบเรื่องนี้มาคุย เพราะคุณ “คนบ้านนอก” เขียนจดหมายมาเล่าถึงปัญหายาเสพติดในชุมชน
แกบอกว่าทุกวันนี้ตำรวจจับยาเสพติดกันทีละเป็นล้านเม็ด แต่แถวบ้านกลับยังมีคนเสพกันอยู่ไม่น้อย
แถมบางคนเสพจนหลอน ถือมีดเดินโวยวาย ชาวบ้านต้องคอยระวังตัวกันเอง
เจ้าของจดหมายเลยมีเรื่องอยากฝากถึงรัฐบาลอยู่หลายข้อ
ลองอ่านกันดูครับ
............................
สวัสดี คุณเสมอต้น
เรื่องยาบ้านี่มันหนักขึ้นทุกวันจริงๆ ครับคุณเสมอต้น ยิ่งนับวันยิ่งเห็นชัดว่าปราบกันเท่าไหร่ก็ไม่หมด ข่าวช่องไหนเปิดไปก็เจอแต่จับยาได้ทีละเป็นล้านๆ เม็ด ผู้ใหญ่ออกมารายงานตัวเลขกันครึกโครม แต่พอหันมาดูในบ้านเรา มันสวนทางกันสิ้นเชิง
ตามชายแดนไม่รู้ทะลักกันเข้ามายังไงนักหนา ยิ่งจับ ยาบ้ากลับยิ่งถูกลงเรื่อยๆ เหลือเม็ดละไม่กี่บาท เด็กวัยรุ่นแถวบ้านหลอนยาถือมีดเดินโวยวายกันจนชาวบ้านระแวงไปหมด
คนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกผม กลายเป็นต้องมาระวังตัวเองกับลูกหลาน ไม่รู้ว่าวันไหนจะโดนคนหลอนยาทำร้ายเอา
การจับรายวันหรือจับแค่คนเสพมันไม่ได้ผลหรอกครับ พวกนายทุนใหญ่ข้างหลังมันไม่เคยสะเทือนเลย ถ้าคิดจะแก้กันจริงๆ มันต้องใช้มาตรการเด็ดขาดแบบยุคทักษิณโน่นครับ สมัยนั้นลุยกันจริงจัง พ่อค้ายากลัวจนหัวหด ไม่กล้าเอายามาขายเกลื่อนเมืองแบบนี้ ยานรกถึงได้ลดลงไปเยอะ
ถ้าวันนี้รัฐบาลไม่กล้าลงมือหนักๆ ไม่กล้าปิดช่องทางชายแดน แล้วไม่จัดการพวกนายทุนใหญ่ให้เด็ดขาด กฎหมายก็ไม่มีความหมายอะไรเลย พวกค้ายามันก็ขายกันสบายใจเหมือนเดิม
ก็แค่อยากเขียนมาเล่าให้ฟังครับคุณเสมอต้น เผื่อว่าเสียงเล็กๆ ของคนบ้านนอกจะพอมีใครยินบ้าง
ด้วยความนับถือ
คนบ้านนอก
............................
คุณคนบ้านนอกครับ
อ่านจดหมายคุณแล้ว ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันครับ
ทุกวันนี้ตำรวจจับยาบ้ากันทีละเป็นล้านเม็ด บางครั้งหลายล้านเม็ด เรียงของกลางกันเต็มโต๊ะจนแทบไม่มีที่วางไมโครโฟน
ดูข่าวแล้วก็ต้องชมตำรวจที่จับกุมได้ครับ
แต่พอได้ยินว่าตามหมู่บ้านยังมีคนเสพกันอยู่ แถมราคาที่คุณเล่าว่าเหลือเม็ดละไม่กี่บาท ผมก็ชักสงสัย
แล้วไอ้ที่จับไม่ได้อีกเท่าไรล่ะเนี่ย?
เออ...คุณคนบ้านนอกครับ
พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมนึกถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งตำรวจในพื้นที่ขึ้นมาทันที
ขนาดคุณเป็นชาวบ้านธรรมดา ยังรู้ว่าแถวบ้านมีคนเสพยา มีคนขายยา จนชาวบ้านต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวง
ส่วนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะรู้กันมากน้อยแค่ไหน ผมก็ไม่ทราบ
แต่ถ้าชาวบ้านรู้กันทั่วแล้ว เจ้าหน้าที่กลับไม่รู้เรื่องเลย ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันนะครับ
หรือเดี๋ยวนี้ข่าวสารในหมู่บ้านเดินทางไปถึงชาวบ้านเร็วกว่าถึงโรงพัก?
คุณบอกว่าอยากให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดแบบสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร
ผมเข้าใจว่าคุณคงอยากเห็นการปราบปรามที่ทำให้คนค้ายาเกรงกลัวกันจริงๆ
แต่สงครามยาเสพติดในยุคนั้นก็มีเรื่องการฆ่าตัดตอนเป็นข้อถกเถียงใหญ่ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก บางคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่กลับเสียชีวิตไปก่อนที่คดีจะถึงศาล ยังไม่ทันได้พิสูจน์ด้วยซ้ำว่าผิดจริงหรือเป็นผู้บริสุทธิ์
เรื่องนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของสงครามยาเสพติดที่เราจะมองข้ามกันไม่ได้ครับ
จะเอาจริงกับยาเสพติด ผมเห็นด้วยครับ แต่ต้องเอาจริงตามกฎหมาย
แล้วต้องแยกกันด้วยนะครับ ระหว่างคนเสพกับคนขาย
คนเสพยา แม้จะมีความผิดตามกฎหมาย แต่กฎหมายก็เปิดทางให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เพราะต้องการให้คนเหล่านี้เลิกยาแล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้
ส่วนคนขาย โดยเฉพาะพวกที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่โต นั่นอีกเรื่องหนึ่งครับ
กฎหมายกำหนดโทษไว้หนักอยู่แล้ว บางกรณีถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการในเครือข่ายอาชญากรรมยาเสพติด
เห็นไหมครับ ไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่มีกฎหมายจัดการ
แต่ทั้งที่โทษหนักขนาดนี้ การค้ายาเสพติดก็ยังไม่หมดไปเสียที
ผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า คนพวกนี้ไม่กลัวกฎหมาย หรือคิดว่าตัวเองจะไม่ถูกจับกันแน่?
ที่น่าคิดก็คือ คนเสพบางคนติดยาจนเลิกเองไม่ได้ ชีวิตเสียงานเสียการ ครอบครัวก็พลอยเดือดร้อน
แต่คนที่เอายามาขายให้เขาเสพ กลับทำมาหากินอยู่บนความเสียหายเหล่านั้น
คนหนึ่งได้เงิน อีกหลายคนเสียอนาคต
ที่น่าสนใจก็คือ ทุกครั้งที่มีข่าวจับยาเสพติดล็อตใหญ่ เราก็มักได้ยินว่าครั้งนี้เป็นผลงานสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด
ผมก็ยินดีด้วยครับ จับได้มากก็ดีกว่าจับไม่ได้เลย
แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ก็มีข่าวจับล็อตใหญ่อีกแล้ว
จับกันบ่อยเสียจนผมเริ่มสงสัยว่า ตกลงยาเสพติดมันกำลังจะหมด หรือกำลังจะมีมาให้จับอีกเรื่อยๆ กันแน่
ส่วนคนที่ทำมาหากินกับธุรกิจนี้จะเดือดร้อนกันสักแค่ไหน ผมก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าชาวบ้านอย่างคุณคนบ้านนอกยังเดือดร้อนอยู่เหมือนเดิม
ที่ผมห่วงอีกเรื่องก็คือเด็กๆ และเยาวชนครับ
ทุกวันนี้ยาเสพติดไม่ได้เลือกบ้านคนจนหรือบ้านคนรวย
บางบ้านพ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ลูกก็ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด บางบ้านมีฐานะดี พ่อแม่เป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจ มีเงินทองให้ลูกใช้ไม่ขาดมือ ลูกก็ยังไปติดยาได้เหมือนกัน
บางครอบครัวกว่าจะรู้ว่าลูกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็สายไปเสียแล้ว
เรื่องแบบนี้ไม่ได้ดูว่าบ้านใครมีเงินมากกว่าใคร หรือพ่อแม่มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน
ผมว่าตรงนี้น่าห่วงกว่าที่คิดนะครับ
เพราะเด็กคนหนึ่งที่เข้าไปติดยา ไม่ใช่แค่เสียการเรียนหรือเสียอนาคตของตัวเอง บางคนยังพาความเดือดร้อนกลับมาถึงคนในครอบครัวด้วย
พ่อแม่บางคนพยายามทุกทาง ทั้งพูดดีๆ ทั้งดุด่า ทั้งพาไปรักษา แต่ก็ใช่ว่าจะเลิกกันได้ง่ายๆ
ที่น่าเสียดายก็คือ เด็กบางคนกำลังอยู่ในวัยที่ควรได้เรียนหนังสือ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้คิดฝันถึงอนาคตของตัวเอง
กลับต้องมาเสียเวลา เสียโอกาส และบางคนก็เสียชีวิตไปกับยาเสพติด
พูดถึงอนาคตของชาติ เราชอบนึกถึงเด็กเรียนเก่ง เด็กสอบได้รางวัล เด็กที่โตขึ้นมาแล้วจะเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นอะไรต่อมิอะไร
แต่เด็กที่กำลังหลงเข้าไปในวงจรยาเสพติดก็เป็นอนาคตของชาติเหมือนกันนะครับ
จะปล่อยให้อนาคตของเด็กกลุ่มนี้หายไปทีละคนสองคน ก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน
อีกเรื่องที่ผมนึกถึงคือคนที่พ้นโทษออกจากเรือนจำ
บางคนตั้งใจกลับตัว อยากทำงานสุจริต แต่พอไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ
เงินไม่มี งานไม่มี เพื่อนเก่าที่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดก็ยังอยู่
ถ้าไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ บางคนก็อาจกลับไปสู่วงจรเดิมอีก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเคยติดคุกทุกคนจะกลับไปทำผิดนะครับ คนที่กลับตัวทำมาหากินสุจริตก็มี
ผมถึงคิดว่าเรื่องยาเสพติดมันไม่ใช่แค่จับเข้าคุกแล้วจบ
คนเสพต้องได้รับการบำบัด คนที่กลับตัวก็ต้องมีโอกาสทำมาหากิน ส่วนคนค้ายาก็ต้องถูกดำเนินคดีจริงจัง
คุณคนบ้านนอกครับ ผมตอบไม่ได้หรอกว่าจะทำอย่างไรให้ยาเสพติดหมดไปจากบ้านเมืองเรา
แต่ผมเห็นด้วยกับคุณว่า ปล่อยให้ชาวบ้านต้องคอยหวาดระแวงกันอย่างนี้ต่อไปก็คงไม่ไหว
ส่วนเสียงเล็กๆ ของคุณที่บอกว่าอยากให้ใครได้ยินบ้างนั้น วันนี้ผมช่วยนำมาเปิดให้คนอ่านแล้วครับ
หวังว่าคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะได้ยินด้วย
เพราะถ้าปล่อยให้คนหลอนยาเดินกันเต็มหมู่บ้านต่อไป วันหนึ่งคนไม่เสพอาจจะหลอนตามไปด้วยก็ได้
— เสมอต้น
6 พฤศจิกายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สำหรับ ‘บุ๋ม-ปนัดดา’
สงสารบ้านเมือง และเสียดาย “บรรยากาศดีๆ” ตอนปลายปีของไทย เพราะตามปกติ ช่วงนี้จะเข้าหน้าหนาว
ม็อบกำนันมะโน
วันนี้มีจดหมายจากทางใต้ส่งมาครับ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเจ้าของจดหมายกำลังคึกคักเป็นพิเศษ ถึงขนาดเช็กลมยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เตรียมมอเตอร์ไซค์คู่ใจไว้เรียบร้อยแล้ว
น้ำตา ‘พ่อใหญ่ทรัมป์’
“รัฐสภาสีน้ำเงิน”....... นึกว่าจะมีแต่ที่ไทยเท่านั้น! ผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อวานซืน (๓ พ.ย.๖๙)
'บุ๋ม ปนัดดา' มรสุมคนทำดี
ประเทศไทยนี่ก็แปลกดีนะครับ มีเรื่องเดือดร้อนก็ต้องไปหาตำรวจ มีเรื่องร้องเรียนก็ต้องไปหาหน่วยงานราชการ
พรรคส้ม 'แกล้งจน'
การ “ขอรับบริจาค” นี่..... ผมว่ามันเป็น “เทรดดิชัน” ของขบวนการ “ส้ม-สามนิ้ว”ฝังลึก ตอนปี ๖๓-๖๔ ยุคเฟื่องฟูของ “รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว”
ขอเงินก่อน...ซักฟอกทีหลัง!
เห็นข่าวพรรคประชาชนประกาศเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

