
'อนุชา' แจงรัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เร่งสร้างระบบขนส่งคมนาคม เชื่อมโยงถนน-ราง-น้ำ-อากาศ อย่างไร้รอยต่อ เร่งกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
15 ก.ย.2565 - นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศไปสู่ความยั่งยืน สร้างระบบขนส่งคมนาคมเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และในภูมิภาคต่างๆ โดยในการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อผลักดันให้ระบบขนส่งทางรางเป็นระบบขนส่งสาธารณะ และแก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ครบ 14 เส้นทาง ระยะทางรวม 554 กม. ให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะมี 2 สายที่จะเริ่มเปิดใช้ในปีนี้ คือโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) สายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) หลังจากนั้นจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบทั้งสองเส้นทางในปลายปี 2566 รวมถึงการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ ให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางรางที่ใหญ่ที่สุดของไทยและอาเซียน ถือเป็นต้นแบบสถานีอัจฉริยะ ด้วยระบบ 5G แห่งแรกของไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนรถไฟความเร็วสูง Hi-Speed Train สายตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทางรวมกว่า 600 กม. โดยระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา 253 กม. คาดจะเปิดให้บริการปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย 356 กม. คาดว่ากระทรวงคมนาคมจะเสนอ ครม. อนุมัติโครงการในช่วงปลายปี 2565 และจะเปิดให้บริการในปี 2571 ส่วนเส้นทางสายตะวันออก รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เชื่อมกรุงเทพฯ-EEC 220 กม. ความเร็วสูงสุด 250 กม. ต่อชั่วโมง ปัจจุบันสามารถส่งมอบพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างได้แล้ว 100% สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงขอนแก่น-หนองคาย 167 กม. อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาในปี 2565 นี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2569 ทั้งนี้รถไฟทางคู่จำนวน 4 โครงการ ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว ได้แก่ 1.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 2.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ 3.ช่วงนครปฐม-หัวหิน และ 4.ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร
สำหรับการพัฒนาการขนส่งทางน้ำ รัฐบาลได้เพิ่มศักยภาพการขนส่งทางทะเล ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่งเสริมบทบาท EEC เชื่อมทั่วโลก คาดเปิดให้บริการปี 2568 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ศูนย์กลางขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Hub ในกลุ่มประเทศ CLMV คาดเปิดให้บริการปี 2569 ส่วนทางอากาศ ได้พัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มเป็น 139 ล้านคน โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 คาดจะเปิดให้บริการได้ในเดือนตุลาคม 2565 นี้ รวมทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวใน EEC อีกทั้งการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ส่งเสริมบทบาทไทยให้เป็นศูนย์การบิน Aviation Hub ในภูมิภาคอีกด้วย
“ความคืบหน้าการดำเนินการและความสำเร็จที่เกิดขึ้นของโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ทั้งทางถนน ระบบราง น้ำ และอากาศ ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะสามารถเชื่อมต่อเมือง รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางแล้ว ยังจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และกระจายความเจริญไปยังทุกภูมิภาคของประเทศไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญ ส่งผลดีต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการบริการของภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายอนุชากล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
4 พ.ค.รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัฐบาลเตรียมจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเชิญชวนพสกนิกรร่วมถวายพระพรชัยมงคล
รัฐบาลปลื้ม! ช่วยค่าครองชีพเสียงตอบรับดี จ่ออุ้มค่าไฟ ลุยไทยช่วยไทยพลัส
รัฐบาลติดตามความเห็นประชาชน หลัง 'นิด้าโพล' ชี้ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ เสียงตอบรับดี เตรียมเสริม 'ค่าไฟ–ไทยช่วยไทย พลัส' เริ่ม มิ.ย.นี้
รัฐบาลยันปี 2571 ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD แน่
รัฐบาลเร่งเข้า OECD ใช้ AI ยกระดับกฎหมาย–เศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน ตั้งเป้า 2571
'อนุทิน' ปลื้ม 'มูดีส์' ยกระดับเครดิตไทย!
นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น 'มีเสถียรภาพ' คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัว
ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายในน่านน้ำไทย
ศรชล. คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยทุกมิติ

