คนละฝั่งกำแพง

ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น

ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก

ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง

ไม่ใช่ฮีโร่

แสดงความเห็นใจได้ แต่ต้องแยกให้ออก ความไม่พอใจไม่ว่าจะถูกกระทำใดๆ มา ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลไปคร่าชีวิตผู้อื่น หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว

เห็นการแสดงออกตามสื่อโซเชียลของคนไทยทั้งกรณี โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และกรณี ฉลอง เรี่ยวแรง พูดได้คำเดียวครับ ชาวเน็ตไทยอยู่ในขั้นวิกฤตของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการแยกแยะ

คดียิงคนตายว่าไปแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก สอบสวนไปสักพักเดี๋ยวความจริงก็ปรากฏ

แต่ที่ซับซ้อนจนชวนให้ปวดหัวคือ พวกที่เอาเฟกนิวส์มาโพสต์หวังยอดแชร์ยอดไลก์ แยกดีชั่วไม่ออก สรรเสริญฆาตกร เหยียบย่ำผู้เสียหาย

เชื่อเป็นตุเป็นตะตามๆ กันไป!

มันมีอยู่จริงครับ และในปริมาณที่มากด้วย

แล้วเรื่องการเมืองที่มีความซับซ้อนกว่าจะเป็นอย่างไร

แค่เรื่อง “กำแพง” ก็ชนกันหัวขวิดแล้ว

เห็นเป็นข่าวดรามาโยงกันอุตลุด

ต้นเรื่องมาจาก “ไหม ศิริกัญญา” พรรคส้ม

“...เหนื่อยเหมือนเป็นการเผาตัวเอง เพราะรู้สึกว่า 'สู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอายังไงก็เอามันไม่ลง' และรู้สึกหนักใจที่ไม่สามารถตอบประชาชนได้ว่าทำไมบางเรื่องถึงยังขับเคลื่อนไม่สำเร็จ...”

มันเป็นกระแสข่าวร้อนแรงขึ้นมาเพราะ นายกฯ อนุทิน มืออยู่ไม่นิ่ง ไปโพสต์ข้อความว่า

“...วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก...”

ก็เป็นเรื่องสิครับ พรรคพวกพรรคส้มเอาไปขยายความต่อกันครื้นเครง

อัดเข้ามาทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

ประเด็นคือ กำแพง ในความหมายของ “ไหม” คืออะไร

และเป็นกำแพงจากไหน ใครเป็นคนสร้าง

ประเด็นถัดมาพรรคส้มขับเคลื่อนอะไรบ้างแล้วไม่สำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะอะไร

“กำแพง” ที่พรรคส้มเอาไปขยายความคือ ปัญหาโครงสร้าง คอร์รัปชัน การฮั้ว สว. การโกงสอบราชการ  

โพสต์ของ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” นั่นดุเดือดกว่าใคร

“...เคยมีคนพูดไว้ว่า ผู้นำที่ล้มเหลว มักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วย 'กำแพง กระจก และคนโกหก' ('surrounded by walls, mirrors, and liars')

กำแพง (walls) ที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงให้ไปไม่ถึงหู

กระจก (mirrors) ที่สะท้อนให้เห็นเฉพาะสิ่งที่ตนอยากเห็น จนหลงเงาตนเอง

คนโกหก (liars) ที่เลือกประจบผู้นำด้วยทัศนคติ 'ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน' เพื่อเอาตัวรอด

ผู้นำบางคน อาจหลงคิดว่ากำแพงที่สูงและหนาขึ้นขององค์กรที่เครือข่ายเขาพยายามยึดกุม จะช่วยปกป้องให้เขาปลอดภัยและทำอะไรก็ไม่ผิด

แต่หากกำแพงที่สูงและหนาขึ้นนั้น ยิ่งทำให้เขามองไม่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้เขาไม่ได้ยินข้อกังขาจากสังคม และทำให้เขาเลือกซ่อนตัวเองหลังกำแพงเพื่อหนีความรับผิดชอบต่อประชาชน ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง กำแพงทั้งหมดนั้น จะพังทลายลงจากการสิ้นศรัทธาของประชาชน...”

ถึงบรรทัดนี้ “กำแพง” ก็เริ่มไปไกล แต่ยังไม่ถึงกำแพงเมืองจีน

หากพิจารณาตามความหมายของส้ม “กำแพง” ก็คงเป็นสารพัดปัญหาของประเทศไทย โดยเฉพาะกำแพงการเมือง

แต่...พรรคส้มเองก็เป็นคนสร้างกำแพงขึ้นมาเหมือนกัน เป็นกำแพงที่ทำให้พรรคส้มตัดขาดจากพรรคการเมืองอื่นๆ

ก็ดูฝ่ายค้านในขณะนี้สิครับ เป็นฝ่ายค้านที่มีกำแพงกั้นระหว่างกันหนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พรรคส้มสร้างกำแพงเอาไว้มากมาย

ตอนเลือกตั้งนี่ชัดเจนมากครับ “กำแพงมีเราไม่มีเทา” สูงลิ่วทีเดียว

ไม่นับกำแพง ๑๑๒ สูงลิ่ว ที่พรรคส้มสร้างขังตัวเองให้แปลกแยกจากพรรคการเมืองอื่นๆ

คนเคยร่วมอุดมการณ์อย่าง “โบว์ ณัฏฐา” เธอมองออกว่า ทำไมส้มถึงต้องวิ่งชนกำแพง

“...ได้เปิดฟังเวทีเสวนาศาลาคนเศร้าปรับทุกข์กันอยู่ เวทีที่มี 'กำแพง' นั่นแหละ บอกตรงตรงว่าถ้ายังคุยกันอยู่แต่ใน echo chamber ก็จะมองไม่เห็นภาพความเป็นจริง และความบกพร่องที่แท้จริงสักที

ถ้ายังติดอยู่ในกรอบความคิดว่า 'การเมืองต้องสนุก คนจึงจะมาเป็นแนวร่วม' สิ่งที่จะได้มาก็คือกระแสฉาบฉวยเหมือนพลุแบบช่วงปี ๖๓ .. สนุกจนเกินเส้นแห่งความชอบธรรม เอาเพจเลอะเทอะแบบตลาดหลวงมานำความคิดคน เลยเถิดจนบางคนไปให้ท้ายความรุนแรงแบบทะลุแก๊ส

ชัยชนะที่ได้จากกระแสพิธาฟีเวอร์ มันยังไม่ได้อยู่ในระดับฉันทมติแบบที่พรรคเพื่อไทยเคยได้รับด้วยซ้ำ

แล้วมันก็วูบหายไป เพราะความฉาบฉวย

อย่าอวยกันเองไปวันวัน อย่าคิดว่าคนหายไปเพราะ 'ไม่สนุก' อย่าคิดว่าการพูดถึงรัฐบาลพลเรือนในแบบเดียวกับการพูดถึงคณะรัฐประหารจะทำให้มีคนกลับมาสนับสนุน

บางครั้งเขาไม่เห็นด้วยที่เนื้อหา แต่เขาไม่มานั่งเถียง แล้วเขาก็แค่ไม่เลือก ไม่ร่วม

หลายคนยังเห็นใจ แต่คุณไม่เคยได้ยินเสียงพวกเขา เพราะมัวแต่นั่งคุยกันเองฟังกันเอง

ทุกวัน ทุกวัน...”

ครับ...สร้างกำแพงล้อมรอบแล้วนั่งอวยกันเอง ด้วยเสียงสะท้อนเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเดิมๆ ชาตินี้ก็หลุดจากกำแพงไม่ได้ครับ

ก็เหมือนจะตั้งหลักได้ “ไหม ศิริกัญญา” พูดใหม่

“...ยืนยันว่าจะไม่หยุดสู้ และจะวิ่งชนต่อไป เพราะมองว่า 'กำแพงนี้หนาแต่กลวง สูงแต่เปราะบาง' จากภายใน และเชื่อว่าวันหนึ่งกำแพงนี้จะต้องพังทลายลงมา..."

จากที่เล่าน้ำตาคลอว่าสู้กับกำแพงเอามันไม่ลง บอกประชาชนไม่ได้ มาเป็นกำแพงหนาแต่กลวง สูงแต่เปราะ

นี่คือวิธีการนำเสนอของพรรคส้ม

มันก็เหมือนตอนโหวตอนุทินนั่งนายกฯ

ตอนโหวตพูดอย่าง หลังถูกด่าเยอะๆ พูดอีกอย่าง

ตอนเลือกตั้งมีเราไม่มีเทา หลังเลือกตั้งเทาเต็มพรรค

ทั้งหมดนี้ก็เพราะส้มสร้างกำแพงขังตัวเอง

มองว่าหลังกำแพงคือโลกเก่าที่ต้องปฏิรูป

ขณะที่คนข้างนอกมองเข้าไปในกำแพงก็อย่างที่ “โบว์ ณัฏฐา”มอง

“echo chamber”.                                             

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่เอาอะไรสักอย่าง

เราจะอยู่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ได้อย่างไร เรื่องนี้หลายรัฐบาลทั่วโลกเขาคิดกันหนักมากนะครับ เพราะต่างก็ตระหนักเหมือนๆ กันว่า กติกาโลกที่มีอยู่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว

ขวางทางปืน

ช็อกครับ...เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก

ดับไฟใต้มันไม่ง่าย

ไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันหน่อยครับ สถานการณ์หลังกองกำลังติดอาวุธ BRN โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต ๕ นาย บรรยากาศไม่สู้ดีเลยครับ

ออเดอร์จากคุก!

ช่วงหลังไม่ค่อยมีข่าวคราวนักโทษคดี ม.๑๑๒ ที่อยู่ในคุกเลยครับ คงเพราะกระแสหดหาย ไร้คนสนใจ แม้กระทั่งคนที่อ้างว่าเคยร่วมต่อสู้มาด้วยกัน ก็หันไปสนใจเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่จะมองกลับเข้าไปในคุก

แค่ผู้หญิงคนเดียวยังเอาไม่ลง

เขาจีบกันแล้วครับ... หลังจาก “ไหม ศิริกัญญา” ค่ายส้ม หลุดพูดเรื่องดีลแดง-เขียว ว่า “...คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน...” ก็ถูกตีความว่า ส้มก็รอเสียบอยู่