
25 ต.ค. 2565 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2565 กรมสรรพสามิตได้ลงนามข้อตกลงตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์เพิ่มอีก 1 ราย คือ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาษีสรรพสามิตอัตราภาษีตามมูลค่า 1% และเงินอุดหนุน จำนวน 18,000 บาทต่อคัน
สำหรับการนำเข้ารถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ในปี 2565 – 2566 และผลิตรถจักรยานยนต์ BEV ในปี 2565 – 2568 โดยรถจักรยานยนต์ BEV ที่เข้าร่วมมาตรการ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. ต้องเป็นแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน 2. มีความจุแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 KWh ขึ้นไป หรือมีระยะทางที่วิ่งได้ตั้งแต่ 75 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WMTC (World Motorcycle Test Cycle) ตั้งแต่ Class 1 ขึ้นไป 3. ต้องใช้ยางล้อที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก. 2720-2560 (UN Reg.75) หรือที่สูงกว่า (UN Reg.75) และ 4. ต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม เลขที่ มอก. 2952-2561 (UN Reg.136) หรือที่สูงกว่า
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความประสงค์ผลิตรถจักรยานยนต์ BEV ในประเทศและขอรับสิทธิ จำนวน 1 รุ่น คือ รุ่น BENLY e ในอีก 6 เดือนต่อจากนี้ ในขั้นต้นคาดว่าจะมีการผลิตประมาณ 200 คัน
อย่างไรก็ดี จากมาตรการฯ ดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้าลงนามในข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตแล้ว จำนวน 10 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์ จำนวน 7 ราย และรถจักรยานยนต์ จำนวน 3 ราย โดยคาดว่าจะมียอดจองและยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ขอรับสิทธิตามมาตรการฯ ภายในสิ้นปี 2565 รวมกันทั้งสิ้นกว่า 25,000 คัน และจะมีผู้ประกอบอุตสาหกรรม/ผู้นำเข้ารถยนต์ที่สนใจทยอยเข้าร่วมลงนามเพิ่มขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ BEV มีราคาลดลงและสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
“มาตรการนี้จะช่วยส่งผลดีทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญและจะขับเคลื่อนอย่างจริงจังต่อจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'กรณ์' ข้องใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน 'เอกนิติ' บอกต้องเตรียมกระสุนไว้
'กรณ์' ถาม 'เอกนิติ' การจัดการปัญหาราคาน้ำมัน ชี้รัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติ ผลักภาระให้ประชาชน แต่โรงกลั่นได้กำไร ข้องใจต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ ขุนคลังลั่นหากจำเป็นก็ต้องใช้มาตรา 172
'ศิริกัญญา' ซัดรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้านแต่ดันกั๊กเรื่องขยายเพดานหนี้
'ศิริกัญญา' ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่ง ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต
'อนุทิน' ให้รอฟัง 'เอกนิติ' แจงไทยช่วยไทยพลัสทั้งเรื่องวงเงินและสัดส่วนการจ่าย
'นายกฯ' บอกรอฟัง 'เอกนิติ' แจงโครงการไทยช่วยไทย หลังสะพัดเปิดสูตร รัฐจ่าย 60 ปชช.จ่าย 40
'พรรคส้ม' ผิดหวัง 'เอกนิติ' แจงวิกฤตน้ำมันไม่คืบ 'ศุภจี' ได้ข้อมูลไม่ตรง ถ้าโอนงบฯต้องผ่านสภา
'วีระยุทธ' ผิดหวัง 'เอกนิติ' แจงวิกฤตน้ำมัน พูดเหมือน 2 สัปดาห์ก่อน ยังไม่เห็นมาตรการเยียวยากลุ่มต่างๆอย่างจริงจัง ห่วง 'ศุภจี' ได้ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงหน้างาน มะพร้าวยังราคา 3 บาท แนะรัฐถ้าโอนงบฯ ขอให้ทำผ่านสภา หากเป็นเงินกู้ให้ระบุชัดใช้อะไรบ้าง บอกนายกฯ เลิกเดินตามหลังวิกฤต
'กรณ์' ลั่นราคาน้ำมันควรลด12บาท ซัดเกรงใจนายทุน สวน 'เอกนิติ' ภาษีสรรพสามิตรไม่เกี่ยวสธ.
'กรณ์' ซัดรบ.ไม่มีนโยบายแก้ปัญหาน้ำมันที่ชัดเจน เพียงรอให้ราคาน้ำมันโลกลดลง ชี้ รมว.พลังงาน ลดราคาโรงกลั่น 2 บาท ทั้งที่ควรลด 12 บาท เหน็บเกรงใจนายทุน แต่ไม่มีความเกรงใจความเดือดร้อนปชช. สวน 'เอกนิติ' ภาษีสรรพสามิตส่งตรงเข้ากองกลาง ไม่เกี่ยวช่วยระบบสาธารณสุข ข้องใจเอาจริงปราบสแกมเมอร์หรือไม่ จี้ความเหมาะสมตั้งบุคคลมีข้อครหาเข้าครม.หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

