“เอกนิติ” รับผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านเกณฑ์แค่ 9.5 ล้านรายจาก 18.8 ล้านราย ชี้คัดกรองเข้มเพื่อช่วยคนจนจริงๆ “โฆษกคลัง” รับอาจมีข้อมูลผิดพลาดบ้าง รอไปลุ้นอุทธรณ์ 21 ก.ย. “เจ๊ไหม” ถล่มทันควันรัฐบาลตั้งใจ เห็นชัดตั้งแต่ตัวเลขของบประมาณ “ชาวบ้าน” หลายพื้นที่ปล่อยโฮหลุดเกณฑ์
เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 มีความต่อเนื่องในทันทีเมื่อกระทรวงการคลังได้สรุปการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลงจากยอดผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้านคน มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย และผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิ์ถึง 9.31 ล้านราย
โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลปรับปรุงระบบการคัดกรองให้จริงจังและรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้
“เจตนารมณ์การดำเนินนโยบายครั้งนี้ที่เข้ามาสกรีนอย่างจริงจัง ก็เพื่อเอาคนจนจริงๆ เข้ามาสู่ระบบ ผมพูดจากใจเลยว่ารัฐบาลอยากช่วยคนที่ลำบากจริงๆ งบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐบาลมีจำกัด จึงอยากให้บัตรใบนี้เป็นของคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เช่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงและไม่มีรายได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงไปถึงคนที่สมควรได้รับสวัสดิการและลำบากที่สุดอย่างแท้จริง” นายเอกนิติกล่าว และว่า ประชาชนเข้าไปตรวจสอบสิทธิของตนเองได้ในระบบ ซึ่งหากพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ ระบบจะแสดงรายละเอียดชี้แจงอย่างชัดเจนว่าถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขในข้อใด และสามารถอุทธรณ์ได้ด้วย
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า มีชุดข้อมูลที่ถูกใส่เข้าในระบบมากกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล ซึ่งบางข้อมูลอาจมีความสับสนและคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดอีกครั้ง และจะปรับระบบให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อไม่ทำให้เกิดความสับสนตามข้อทักท้วงต่างๆ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ ก็จะเป็นไปตามกลไกปกติบนฐานของข้อมูลที่ถูกปรับให้ถูกต้องแล้ว และจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 21 ก.ย.2569 เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถรับสิทธิได้ทันในวันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป
“ยืนยันว่าเกณฑ์การคัดกรองที่ออกมาในครั้งนี้ ทำเพื่อการคัดกรองเพื่อหาตัวคนที่มีความลำบากที่สุด เปราะบางที่สุด รายได้น้อยที่สุดในสังคมตามเกณฑ์ที่กำหนดว่าควรได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เอาข้ออ้างเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลมาทำให้คนเสียสิทธิ เพราะอย่างไรก็จะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่” นายวินิจกล่าว
นายวินิจกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ก.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการพิจารณานำรายชื่อผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งลงทะเบียนรับสิทธิ 12.7 ล้านราย จากผู้ถือบัตรเดิมทั้งสิ้น 13.18 ล้านราย ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรอง 5.4 ล้านราย และผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิอีกราว 4.8 แสนราย จากผู้ให้มารับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมสิทธิรอบรับไว้ทั้งสิ้น 6 ล้านสิทธิ ซึ่งชื่อว่าจะเพียงพอรองรับทั้งหมด โดยหาก ครม.เห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิ 60/40 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป
“กลุ่มที่อยู่ในรายชื่อของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทยที่ไม่ผ่านการคัดกรอง รวมถึงกลุ่มที่มหาดไทยลงพื้นที่เก็บตกนั้น ได้มอบหมายให้ทั้ง 2 เข้าไปเร่งดูแลแล้วว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หากมีความผิดพลาด ทีมมหาดไทยจะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการอุทธรณ์” นายวินิจระบุ
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการลงทะเบียนใหม่ และจะพยายามลดจำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ ซึ่งสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท จากปกติใช้อยู่ที่ประมาณกว่า 50,000 ล้านบาท รัฐบาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นต้องลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงต้องมีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น
“วันนี้เป็นวันประกาศผล เราก็ได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกคุณสมบัติทั้งๆ ที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการกรองคนออกไปให้มากที่สุด วันนี้กลับกลายเป็นว่ากรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วย และคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจะตกหล่นหรือไม่ จึงต้องรอดูว่ากระบวนการการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน” น.ส.ศิริกัญญากล่าว และว่า อยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ปัญหานี้ให้สมกับความตั้งใจที่อยากหาผู้เดือดร้อนจริงให้เจอ อย่าให้เขาต้องหลุด เพราะตาข่ายการกรองถี่เกินไป เข้มงวดเกินไปจนคนที่จนจริงไม่ได้รับประโยชน์
เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณหรือไม่ จึงทำให้มีการตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เรื่องงบประมาณคงเป็นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามคัดกรองคนให้ได้มากที่สุดโดยใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากๆ คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติถึงจะได้รับสิทธิบัตรฯ แต่ความเป็นจริงในแต่ละความเดือดร้อน มีน้ำหนักและดีกรีไม่เท่ากัน
“รัฐบาลอยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการฯ เยอะเกินไป มีคนที่ไม่จนจริง ประกอบกับปัญหางบประมาณ ทำให้การคัดกรองที่เข้มงวดและแข็งตัวมาก กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริง” น.ส.ศิริกัญญาย้ำ
ด้านความเคลื่อนไหวบางส่วนในภูมิภาค ชาวบ้าน ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ หลายราย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิรายเก่าที่ไม่ได้รับการพิจารณา ต่างทยอยเดินทางมาที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่
นางนิภาวรรณ ด่านพรม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.1 ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าและปล่อยโฮทันที หลังเจ้าหน้าที่แจ้งผลตรวจสอบสิทธิแล้วคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นที่พึ่งเดียว เสียใจมากๆ ที่ไม่มีอะไรเลย จากที่เคยได้กลับไม่ได้ ทำให้ต้องเดือดร้อน เพราะคาดหวังว่าเงินส่วนนี้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้
“มันจุกอยู่ในอกนี่แหละ ว่าทำไมคนที่จนจริงถึงไม่ได้ แต่คนที่จนไม่จริงทำไมถึงได้ ฉันไม่ได้อะไรเลย ขอร้องเถอะ" นางนิภาวรรณกล่าว ก่อนจะยกมือไหว้ภาวนาพร้อมกับปล่อยโฮขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือด้วย
ด้านนางสมนึก สูนรัมย์ อายุ 65 ปี ชาวบ้านจากบ้านโคกกลาง ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ บอกว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เดิม แต่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากมีรถยนต์ในความครอบครอง ซึ่งความเป็นจริงไม่เคยมีรถยนต์เลย และไม่เคยมีแม้กระทั่งที่ดินทำกินเป็นของตนเอง จึงอยากให้รัฐบาลได้ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงด้วย เพราะว่าคนจนๆ จริงเยอะแยะ แต่กลับไม่ผ่าน ถือว่าไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน
ขณะที่ นางดอกรัก สุดตาซ้าย อายุ 50 ปี ชาวบ้านจากบ้านโคกกลาง ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ บอกว่าไม่เคยได้รับสิทธิ ยื่นทุกครั้งก็ไม่เคยได้ และในครั้งนี้ก็ไม่ได้รับ เพราะถูกระบุว่าเป็นผู้ที่มีรถยนต์อยู่ในความครอบครอง ทั้งๆ มีเพียงรถจักรยานยนต์เก่าๆ 2 คันเท่านั้น ที่ดินทำกิน ที่นาสักผืนก็ไม่มีเป็นของตนเอง รวมถึงรถยนต์ แต่ถูกระบุว่ามีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ก็ยังงงๆ อยู่ว่าตนเองไปมีรถยนต์ตอนไหน
เช่นเดียวกับชาวบ้านใน อ.เบตง จ.ยะลา ที่ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเบตง โดยนายมนตรีชัย หอมชื่น อายุ 65 ปี ที่ไม่ได้รับสิทธิบอกว่ามายื่นเป็นครั้งแรก โดยนำหลักฐานมายื่นให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร จากการตรวจสอบสิทธิ เจ้าหน้าที่บอกว่ามีรถยนต์ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่เคยมีรถยนต์เก่าคันเดียว ซึ่งก็ได้ขายเป็นซากรถไปแล้วกว่า 20 ปี และก่อนหน้านี้กำนันผู้ใหญ่บ้านได้เข้ามาสำรวจคนในหมู่บ้านและรู้ว่าตนเองนั้นจนหาเช้ากินค่ำไม่มีสวนไม่มีอะไร โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านได้รับรองแล้วว่ามีฐานะยากจนและจนจริง จึงจะกลับมายื่นใหม่อีกครั้ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลงมติเอกฉันท์ ‘สรณ’ต้องห้าม นั่งเก้าอี้กสทช.
กรรมการสรรหา กสทช.มีมติเอกฉันท์ “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม
‘ฝรั่งเศส’ดวล‘อังกฤษ’ ศึกศักดิ์ศรีของผู้แพ้
ฟุตบอลโลก 2026 ที่ 3 ชาติจากทวีปอเมริกาเหนือร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ใกล้จะได้บทสรุปเต็มที หลังได้คู่ชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย
สั่งโละ5,924ขรก.ท้องถิ่น
ประชุม กสถ.สะเด็ดน้ำ สั่งยกเลิกผลสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน
‘จีน’พร้อมเป็นตัวกลาง! แก้ปัญหาชายแดนเขมร
“อนุทิน” เผย “สี จิ้นผิง” อาสาเป็นตัวกลางให้ไทยหารือกัมพูชา
ครอบครัวเดียวกัน ‘สี’ตอกยํ้าสัมพันธ์ไทย/อนุทินชวนลงทุนปัญญาประดิษฐ์
"อนุทิน" พบ “สี จิ้นผิง” นำข้อความพระราชทานจาก "ในหลวง
กทม.ล้อมคอก! ตรวจเข้ม50เขต สั่งปิด3ผับเถื่อน
“ผบช.น.” เร่งสรุปคดีเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว สอบปากคำแล้ว 106 ปาก พบหลักฐานบ่งชี้ประมาท ส่อต่อเติมระบบไฟเอง-ล็อกประตูหนีไฟ

