"อาคม"สั่งแบงก์รัฐตรึงดอกเบี้ยยาว แจงเร่งพิจารณามาตรการของขวัญปีใหม่

4 พ.ย. 2565 – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ตรึงอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้นานที่สุด โดยเบื้องต้นคาดว่าจะถึงช่วงปลายปีนี้ ซึ่งทุกแห่งก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็อาจจะมีการขยับเพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน

“สถาบันการเงินของรัฐมีบทบาทสำคัญ 2 ส่วน คือ 1. เป็นแหล่งระดมเงินฝาก และ 2. เป็นกลไกของรัฐ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนั้นก็ได้เคยขอความร่วมมือไปว่าให้ตรึงให้นานที่สุด ซึ่งทุกแบงก์ก็รับปาก โดยจะตรึงจนถึงปลายปี ส่วนหลังปีใหม่คงต้องมาดูสถานการณ์กันอีกที” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวอีกว่า เรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของไทยคงมองตามเฟดตลอดไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่ต้องพิจารณาด้วย โดยเฉพาะแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ภาคธุรกิจกำลังเริ่มขยับไปได้ หากเจออัตราดอกเบี้ยขาขึ้นก็อาจจะเป็นการซ้ำเติม ซึ่งเรื่องธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการพิจารณาหลาย ๆ อย่างประกอบ โดยดูทั้งทิศทางของภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดเล็ก และประชาชนว่าสามารถรับได้หรือไม่ แค่ไหน

สำหรับมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยอมรับว่ามีหลายมาตรการที่กำลังดูอยู่

อย่างไรก็ดี รมว.การคลังได้กล่าวในพิธีเปิดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน สัญจร ครั้งที่ 1 ว่า งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. และสมาคมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผนึกกำลังเพื่อร่วมแก้ไขหนี้ให้กับลูกค้าและประชาชน ซึ่งพบว่ามีผู้ลงทะเบียนเพื่อร่วมงานแล้วกว่า 1.25 หมื่นราย และคาดว่ายอดลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคประชาชน ซึ่งพบว่าประชานส่วนใหญ่เดือดร้อนจากภาระหนี้สิน หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในงานนี้จะมีมาตรการที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ จึงอยากให้ประชาชนที่เดือดร้อนมาใช้สิทธิประโยชน์ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจัดเตรียมไว้ให้” นายอาคม กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม ทั้งการแก้ไขหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้เพื่อช่วยผ่อนปรนภาระหนี้ของประชาชนและผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง, การสร้างรายได้ผ่านการสร้างอาชีพหรืออาชีพเสริม เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ ซึ่งจะสามารถลดปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนได้ในระยะยาว และสามารถขอรับสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือเป็นแหล่งทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนด้วยการส่งเสริมทักษะในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีรายได้ที่เพียงพอและมั่นคง และการเสิรมสร้างความรู้ทางการเงิน เพื่อสร้างความตระหนักถึงการวางแผนทางการเงินและการส่งเสริมการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงการเป็นหนี้และมีการวางแผนทางการเงิน ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน

สำหรับการจัดงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ในครั้งต่อไปอีก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย ครั้งที่ 2 จังหวัดขอนแก่น วันที่ 18-20 พ.ย. 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น, ครั้งที่ 3 จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 16-18 ธ.ค. 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่, ครั้งที่ 4 จังหวัดชลบุรี วันที่ 20-22 ม.ค. 2566 ณ ศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านสวน และครั้งที่ 5 จังหวัดสงขลา วันที่ 27-29 ม.ค. 2566 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เศรษฐา' นัดถกบอร์ดดิจิทัล 15 ก.พ. 'รมช.คลัง' เมิน ปปช. แนะวิธีหยอดน้ำข้าวต้ม

'จุลพันธ์' ชี้เอกสารข้อเสนอแนะ 'ป.ป.ช.' ยังไม่ถึงรัฐบาล 'เศรษฐา' นัดถกบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ต 15 ก.พ. ยันเดินหน้าแน่ เมินใช้วิธีหยอดน้ำข้าวต้ม ซ้ำ รบ.เดิม

สาวกคริปโตเฮ! ‘คลัง’ ประกาศยกเว้น VAT ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงการคลังต้องการยกระดับการระดมทุนของประเทศผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

เอาแล้ว! คลังปั้น โฆษกรัฐบาลเปิด ตัวเลขเศรษฐกิจพินาศ ข่มแบงก์ชาติ กด GDP ปี 66 โตแค่ 1.8%

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่เอกสารการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2566 และปี 2567 ของกระทรวงกา