
6 พ.ย. 2566 – ในช่วงที่ผ่านมา ข่าวที่ร้อนแรงจนแทบจะทำให้ไร่อ้อย-น้ำตาลลุกไหม้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานใหม่ เพื่อใช้กำหนดเป็นตัวคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูการผลิตปี 2566/2567 โดยเป็นการประกาศเพิ่มขึ้นอีก 4 บาท จากปัจจุบันที่ราคาน้ำตาลทรายขาว “หน้าโรงงาน” อยู่ที่ 19 บาท/กิโลกรัม (กก.) ให้กลายเป็น 23 บาท/กก. และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 20 บาท/กก. เป็น 24 บาท/กก. โดยการประกาศขึ้นครั้งนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ออกประกาศอย่างชัดเจน และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.2566
จากเหตุที่มีการประเมินกันว่าราคาน้ำตาลในประเทศนั้นถูกปล่อยให้ลอยตัวมาสักพักใหญ่แล้ว กลุ่มผู้ที่ได้ผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องนี้คือกลุ่มโรงงานน้ำตาล ส่วนชาวไร่อ้อยนั้นต้องคอยแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาขายน้ำตาลนั้นไม่เพิ่มตาม อีกส่วนหนึ่งก็กล่าวถึงการขึ้นราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้ก็เพื่อนำเงินครึ่งหนึ่งของการขึ้นราคาก็คือ 2 บาทไปอุดหนุนชาวไร่อ้อย และไม่ให้เสียเปรียบจากการราคาขายจริงที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดได้ปรับเพิ่มไปแล้ว ส่วนอีก 2 บาทนั้น ตามที่ สอน.ได้แจ้งไว้ก็คือ จะนำเข้ามาเก็บไว้ยังกองทุนน้ำตาลทราย (กท.) เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมตัดอ้อยสดเพื่อลดการพึ่งงบประมาณจากรัฐที่ต้องใช้เงินเพิ่มค่าอ้อยตันละ 120 บาท หรือคิดเป็นวงเงิน 7,000-8,000 ล้านบาทในระยะต่อไป

แน่นอนว่า การดำเนินงานดังกล่าวนั้นมีหลายส่วนมองว่าอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและส่งผลให้ตลาดน้ำตาลนั้นเกิดความวุ่นวาย แม้ว่าเจตนาของ สอน.คือการแบ่งเบาภาระของชาวไร่อ้อยก็ตาม แต่อาจจะเป็นการผลักภาระไปที่ประชาชนผู้บริโภคน้ำตาล เนื่องจากการขึ้นราคาหน้าโรงงานนั้นเป็นหนึ่งในตัวปั่นให้ราคาขายปลีกขยับตามไปด้วย รวมถึงอีกหนึ่งส่วนคือ อาจจะเป็นการผลักดันให้การเกิดการลักลอบนำน้ำตาลทรายที่จะต้องขายในประเทศไปขายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาน้ำตาลสูงกว่าไทยอีกด้วย และจะสนับสนุนให้ปริมาณน้ำตาลทรายที่จะขายในประเทศนั้นเกิดการขาดแคลน จึงทำให้แผนงานครั้งนี้ถูกจับตามองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า ได้เรียกประชุมคณะกรรมการชุดนี้เป็นการเร่งด่วน และได้พิจารณากำหนดให้สินค้าน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อป้องกันผลกระทบกับประชาชน และทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ ทั้งสินค้ากลุ่มอาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม ขนมหวาน ที่อาจจะมีการปรับขึ้นราคาหลังจากที่ สอน.ได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานใหม่

ทั้งนี้ หลังจากกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแล 2 มาตรการ คือ 1.กำหนดราคาจำหน่ายหน้าโรงงานที่ กก.ละ 19 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 20 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และควบคุมราคาจำหน่ายปลีก กก.ละ 24 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 25 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเท่ากับว่าน้ำตาลทรายจะยังคงจำหน่ายในราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจะมีการกำหนดราคาตามระยะทางและต้นทุนการขนส่งต่อไป
2.ควบคุมการส่งออกตั้งแต่ 1 ตัน หรือ 1,000 กก.ขึ้นไป โดยต้องขออนุญาตจากคณะอนุกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้น มีเลขาธิการ สอน.เป็นประธาน มีรองอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นรองประธาน มีตัวแทนจาก สอน.เป็นเลขานุการ และตัวแทนกรมการค้าภายใน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการกำกับดูแลต่อไป เพื่อให้น้ำตาลทรายมีเพียงพอใช้ในประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลทรายของไทย และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา
การนำน้ำตาลไปขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุมนั้นถือเป็นการเล่นไม้แข็งพอสมควร และเป็นการหักคำประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม… แต่ยังไม่ทันไรก็มีประกาศใหม่จาก สอน. โดย นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ลงนามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง ราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 66/67 มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ มีใจความสำคัญว่า เนื่องจากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้มีประกาศคณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงาน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยกำหนดให้จำหน่ายไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด คือ น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท ดังนั้นเพื่อให้การคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทน การผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 66/67 เป็นไปตามราคาจำหน่ายที่โรงงานจำหน่ายได้จริง จึงประกาศราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ คือ น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท
หรือก็คือกลับมาใช้ราคาหน้าโรงงานในอัตราเดิม ซึ่งก็เป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด แต่ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดความสงสัยจากชาวไร่อ้อยที่กำลังจะได้เงินสนับสนุนจากการขึ้นราคาหน้าโรงงานน้ำตาลทราย และยิ่งเป็นการใส่ไฟให้กับชาวไร่จนอาจจะลุกลามไปถึงการจัดตั้งม็อบเพื่อมาทวงถามความจริง…
โดย นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศกำลังพิจารณามาตรการที่จะออกมาเคลื่อนไหวใหญ่กับแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน ทั้งที่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันราคาน้ำตาลไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ไทยถูกบราซิลฟ้องร้องว่ามีการอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภายในประเทศขัดกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) หากย้อนกลับมาดำเนินการเช่นเดิมจะทำอย่างไรกับปัญหาดังกล่าว

ด้าน นายมนตรี เลาหศักดิ์ประสิทธิ์ นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 6 ได้กล่าวหลังจากมีการประชุม 4 องค์กรหลัก ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน, สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ได้สรุปกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยกัน ว่าคือการปิดโรงงานผลิตน้ำตาลทั่วประเทศพร้อมกันในวันที่ 5 พ.ย.66 เพื่อต้องการให้รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหา ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในส่วนเงิน 2 บาทให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ประการที่ 2 คือ เงินจำนวน 8,000 ล้านบาทที่จะช่วยเหลือการตัดอ้อยปี 2565/66 ตันละ 120 บาทที่ค้างจ่ายเกษตรกรชาวไร่อ้อยจะทำเช่นไร ซึ่งการปิดโกดังในครั้งนี้ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการช่วยเหลือจากรัฐบาล

ส่วนด้าน นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมากล่าวว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรชาวไร่อ้อย กระทรวงอุตสาหกรรมมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างมาก จึงสั่งการและกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เร่งหาแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับชาวไร่อ้อยให้ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
“กระทรวงอุตสาหกรรมรับทราบการขึ้นทะเบียนน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ที่รัฐบาลเร่งควบคุมราคาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค โดยกระทรวงพร้อมยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูแลทุกข์สุขของพี่น้องชาวไร่อ้อย ยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาล และรัฐบาลได้เน้นย้ำว่า พร้อมสนับสนุนเงินชดเชยให้กับเกษตรกร และระบบอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลทราย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งหามาตรการที่เหมาะสมสำหรับการส่งออก” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว
ขณะที่ นายภูมิธรรม เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวไร่อ้อย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังความเดือดร้อนและข้อกังวลของชาวไร่ ซึ่งยืนยันว่า กกร.ได้ออกประกาศเป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว ก็ต้องให้เป็นสินค้าควบคุมต่อไป แต่เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมนี้จึงได้ตั้งคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยมี นายยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นเลขานุการ และมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และชาวไร่อ้อย 4 คน รวมเป็นคณะทำงาน
“คณะทำงานชุดนี้จะหารือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมทั้งระบบ และเกิดความยั่งยืนของอุตสาหกรรม เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรแล้วก็ให้เสนอมา แม้กระทั่งให้นำออกจากบัญชีสินค้าควบคุมก็พร้อมทำ แต่ต้องเป็นทางออกของทุกฝ่าย และคุยให้ครบทุกฝ่าย มีระยะเวลาการทำงานไม่เกิน 1 เดือน ถ้าได้ข้อสรุปเร็วกว่านี้ได้ยิ่งดี เพื่อให้ทันกับการเปิดหีบอ้อยในเร็วๆ นี้ โดยจะประชุมนัดแรกวันที่ 6 พ.ย.นี้” นายภูมิธรรม กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดกิจกรรม T Mark Clinic ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรม “T Mark Clinic ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569” ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก
'บิ๊กอ้วน' โวย Fake News ถ้าได้คุมกห.รอบนี้จะจัดเต็มเขมร ลั่นดำเนินคดีผู้โพสต์ถึงที่สุด
นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมว.กลาโหม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ปฏิเสธกรณีมีการเผยแพร่ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ว่า "ภูมิธรรมลั่นถ้าได้นั่งกระทรวงกลาโหมรอบนี้ พี่น้องชาวไทยเตรียมดูได้เลย ฝั่งเพื่อนบ้านอย่างเขมร เจอดีแน่ จัดหนัก จัดเต็ม แบบไม่ต้องสืบ" โดยระบุว่า
พาณิชย์ลุยตรวจบัญชีม้าพุ่งเป้า 12 จังหวัด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุย สกัดบัญชีม้าเดินหน้าตรวจ 117,496 บริษัท ที่มีคนต่างชาติมาร่วมลงทุน พุ่งเป้า 12 จังหวัด โชว์ผลงานล่าสุด ส่ง ปปง.ตรวจเส้นทางเงิน 357 ราย ส่งกรมสรรพากร 3,634 ราย และส่ง บก.ปอศ. 11 รายฟันผิดนอมินี
‘แก้วสรร’ เห็นด้วยภูมิใจไทยคุม ก.เกษตร ชี้จับขั้วกล้าธรรม ต้องระวังของแตก
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีต คตส. เผยแพร่บทความเรื่อง รัฐบาลภูมิใจไทย..จะปฏิรูปเกษตรกรรม ?
ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” เชือดโรงรีไซเคิลบางพลี เปิดปฏิบัติการใหญ่ ตรวจโรงงานบำบัด/กำจัดกากอุตฯ เข้มข้น ลั่นไม่ปล่อยกลิ่น-มลพิษกระทบชาวบ้าน
จังหวัดสมุทรปราการ - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้
ก.อุตฯ เปิดเกมรุก 'See First Act Fast' ตามนโยบาย MIND AS ONE ปฏิรูปกำกับดูแลโรงงาน-สิ่งแวดล้อม ตรวจจับสินค้าด้อยคุณภาพ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดการฝึกอบรมเรื่อง “See First Act Fast เห็นก่อน แก้ไขทัน ปกป้องสิ่งแวดล้อม” ภายใต้โครงการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อปฏิรูปการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม

