นักท่องเที่ยว-Easy E-Receipt หนุนยอดช็อปปิ้งกระฉูด “เซ็นทรัล” อัดแคมเปญเทศกาลตรุษจีน สร้างเงินสะพัด 1.5 หมื่นล้านบาท

10 ม.ค. 2567 – นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมาพบว่านักท่องเที่ยวตลาดจีนเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศของภาคการท่องเที่ยวคึกคัก รวมถึงการมีโครงการ ‘Easy E-Receipt’ ของภาครัฐก็จะยิ่งกระตุ้นจับจ่ายเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกมากขึ้นโดยนับแต่เริ่มโครงการเห็นได้ชัดว่าประชาชนกลุ่มคนไทย ออกมาจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่นับว่าเป็นเทศกาลแรกของปีนี้ เซ็นทรัลพัฒนาและห้างเซ็นทรัล ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งในทุกเทศกาล  และเป็นแลนด์มาร์กการจับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ช่วงเทศกาลตรุษจีน จึงเตรียมอัดแคมเปญภายใต้งบประมาณ 500 ล้านบาท สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั่วประเทศผ่านศูนย์การค้า 39 สาขาทั่วประเทศ สร้างดีมานด์ปลุกกำลังซื้อไตรมาสแรกพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาใช้เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่ประเทศไทย 

สำหรับในปีนี้เน้นโฟกัส 3 กลุ่ม ได้แก่ คนไทยเชื้อสายจีน, คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซียและจีน ซึ่งถือว่าติดอันดับชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดโดยสถิติจากกองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 28 ล้านคน ข้อมูลจาก ททท. มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยสูงสุด ได้แก่มาเลเซีย 4.5 ล้านคน และจีน 3.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการฟรีวีซ่า

“เราเห็นว่าอารมณ์การจับจ่ายเริ่มกลับมาตั้งแต่ช่างปลายปีแล้ว ส่วนต่างชาติก็ยังเดินทางเข้าไทยต่อเรื่องและเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีโครงการกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐ ทำให้มองว่าไตรมาสแรกจะมีแนวโน้มที่ดี ตั้งเป้าทราฟฟิกเพิ่มขึ้น 20% ทั่วประเทศ คาดว่าจากการจัดแคมเปญจะสร้างเงินสะพัดในไตรมาสแรกกว่า 15,000 ล้านบาททั่วประเทศ” นายณัฐกิตติ์  กล่าว

นางณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายในกลุ่มนักท่องเที่ยวมีการเติบโตเป็นอย่างมาก หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นกลุ่มคุณภาพและมีกำลังซื้อ หรือเป็นนักท่องเที่ยวอิสระ โดยบริษัทมองเห็นโอกาสของการเติบโตทั้งระบบเศรษฐกิจไทยตลอดไตรมาส แรกที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเริ่มกลับมาจับจ่ายต่อเนื่องตั้งแต่ปีใหม่ จึงอยากสร้างฟีลช้อปให้ยาวต่อไปถึงตรุษจีนด้วยการผนึกกำลังระหว่างห้างฯ- ศูนย์การค้าฯ และ Central The 1 Credit Card เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งและการเฉลิมฉลองที่ดีที่สุดสำหรับทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศอยู่เสมอ 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไทย 12.4 ล้านคน จีนแตะ 2 ล้านคน

‘สุรศักดิ์’เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 10 พ.ค. 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมกว่า 12.4 ล้านคน สร้างรายได้แล้วกว่า 607,206 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหลักยังเป็นจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้

สุดปัง! 'อ่าวเกือก' สิมิลัน ติดอันดับ 10 ชายหาดดีที่สุดในโลก

“อ่าวเกือก” หรือ Donald Duck Bay แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก

'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน

'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.