คุมเข้ม ‘ปืน’ ปราบอาชญากรรม ได้เสียงชื่นชม หรือเสียคะแนนนิยม

ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการล้อมคอก เรื่องการครอบครองและพกพาอาวุธปืนของรัฐบาล หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนชื่อดังที่ จ.นนทบุรี คดีนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต และเหตุสะเทือนขวัญอีกหลายคดี

ไม่ว่าจะเป็นกรณีระงับการออกและต่ออายุใบอนุญาตอาวุธปืน ป.3, ป.4 และใบพกพา ป.12 ตลอดจนการรื้อกฎหมายอาวุธปืนให้มีบทลงโทษหนักขึ้น

เรื่อยไปถึงกรณีดรามาจากคำพูด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เกี่ยวกับสิทธิในการป้องกันตัวภายในบ้าน "ยิงโจรในบ้านก็ผิด" ซึ่งในความเข้าใจของประชาชนจากการที่นายกฯ สื่อสารในช่วงแรกคือ ห้ามพกพาอาวุธปืนแบบ 100%

จนถูกทัวร์ลงยับ ภายหลังนายกฯ จึงได้ออกมาแก้ไขว่า สื่อสารสั้นเกินไป

นอกจากนี้ จากมาตรการที่เข้มข้น ยังไปสร้างข้อจำกัดในการขนย้ายอาวุธปืนเพื่อไปฝึกซ้อมหรือแข่งขันสำหรับนักกีฬายิงปืน จนนายกฯ ต้องสั่งการให้ 3 ฝ่าย คือ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทย หาข้อยุติ

ขณะที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ของ ‘อนุทิน’ เตรียมผลักดันร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 สาระสำคัญคือ คุมเข้มการใช้อาวุธปืน และห้ามพกพานอกเคหสถานอย่างเข้มงวดมากขึ้น, เพิ่มข้อห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาตแก่ผู้ที่เคยต้องโทษในคดียาเสพติดและคดีฟอกเงิน, กำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี จากเดิมที่ไม่มีการกำหนดอายุคราวละกี่ปี และเพิ่มบทลงโทษกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตปล่อยให้บุคคลอื่นนำอาวุธปืนไปครอบครอง

อย่างไรก็ดี มาตรการที่เข้มข้นขึ้นอันเกิดจาก ‘เจตนาดี’ ของนายกฯ กำลังส่งผลกระทบในเชิงปฏิบัติไปในหลายมิติ และดูเหมือนว่า ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งปัญหาในทางปฏิบัติ จะมีออกมาให้รัฐบาลต้องแก้โจทย์อยู่เป็นระยะๆ

ส่วนหนึ่งที่คัดค้านและวิจารณ์ ไม่ใช่เพราะมองไม่เห็นข้อดีของการคุมเข้ม หากแต่มองว่า รัฐบาลขาดความรอบคอบ และ ‘แก้ไม่ตรงจุด’

ปัญหาสำคัญของทุกวันนี้คือ อาชญากรรมในประเทศที่มีมากมาย ประชาชนที่เป็นสุจริตชนครอบครองเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจากคนร้าย ซึ่งภัยเหล่านี้มีมากขึ้นทุกวัน และประชาชนเองไม่มีความมั่นใจว่า รัฐจะคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเขาและครอบครัวได้

หากจะแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันคนร้ายและไม่ให้คนดีต้องได้รับผลกระทบ สิ่งที่รัฐต้องดำเนินการเป็นอันดับแรกคือ เดินหน้าป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในประเทศอย่างเข้มข้นและจริงจัง ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เกิดเหตุใหม่ๆ เท่านั้น

รัฐบาลต้องเดินหน้าและมีผลปฏิบัติทางสถิติว่า อาชญากรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่รัฐว่า เมื่อเกิดเหตุแล้วเจ้าหน้าที่จะคุ้มครองความปลอดภัยได้และในเวลาอันรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ในเรื่องบทลงโทษการพกพาปืนผิดกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งนอกจากบังคับใช้กับประชาชนแล้ว เจ้าพนักงานรัฐทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความสุจริต และเสมอภาคกันอย่างแท้จริง

ซึ่งหากรัฐบาลสามารถแก้ที่ ‘ต้นเหตุ’ คือ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในประเทศ จนประชาชนเกิดความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน การพกพาหรือครอบครองอาวุธปืนอาจเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับสุจริตชนอีกต่อไป

และสิ่งเหล่านี้จะกลายมาเป็น ‘ผลงานชิ้นโบแดง’ ของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ มากกว่าเรื่องอื่นๆ ที่พยายามทำอยู่เสียอีก

แต่ในทางกลับกัน ตราบใดที่รัฐยังไม่ได้แก้ปัญหาดังกล่าว การออกมาตรการเข้มงวด จนบางครั้งไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ก็จะเกิดเสียงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ในขณะเดียวกัน มาตรการที่เข้มงวดก็จะเป็นเพียงการแก้ที่ ‘ปลายเหตุ’ เพราะปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข

และมาตรการที่เข้มข้นเหล่านี้เองจะกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องของรัฐบาล

ซึ่งนอกจากจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมแล้ว ยังอาจจะเสีย คะแนนนิยม ไปด้วย

เรื่องอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืน ต้องแก้ควบคู่กันไปกับการกวาดล้างอาชญากรรมในประเทศ ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาแบบ ‘ครบวงจร’ 

โดยเจ้าหน้าที่รัฐรับส่วยสินบนจาก ธุรกิจสีเทา แหล่งบ่มเพาะอาชญากรรม

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ

อยู่ที่การเอาจริงกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากน้อยแค่ไหน?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จี้ตรวจปืนนักการเมือง

"อนุทิน" สวนดรามาเข้าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่าอ้างไม่ได้ไปบุรีรัมย์นานแล้ว พอดีผ่านด่านตำรวจไม่รู้ว่าเป็นรถนายกฯ

หมากของไทยในสมรภูมิมหาอำนาจ กระแสต้าน'สหรัฐ-จีน'ยังเชี่ยวกราก

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลยังต้องเจอ “วิบากกรรม” จากผลพวงของโมเดลสร้างความเข้มแข็งให้องค์ประกอบทางการเมือง “ขั้วสีน้ำเงิน” จึงต้องเร่ง “ทำงาน” อย่างเต็มสูบ เพื่อใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

รัฐบาลสอบโกงท้องถิ่น จบแบบคาใจ จี้ลากคอ'บิ๊กการเมือง'สยบข้อครหา

วิกฤตการณ์ทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งพบผู้กระทำผิดในการแก้ไขคะแนนสอบสูงถึง 5,925 คน จนนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนผู้ที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ว่าจะสามารถกวาดล้างโครงข่ายนี้ ให้สิ้นซากได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก