'บางกอกแอร์เวย์ส' ลุยศึกษาซีเพลนรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักเที่ยวสมุย

“บางกอกแอร์เวย์ส” เตรียมศึกษาสนามบินน้ำรองรับซีเพลน -ร่วมประมูลท่าเทียบเรือสำราญ เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลูกค้าคนไทยกระเป๋าหนักพร้อมเข้ามาใช้บริการ มั่นใจสร้างทางด่วนเชื่อมสมุย ไม่กระทบผู้โดยสารสนามบิน

17 มิ.ย. 2567 -นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยาน และการขนส่งทางอากาศ โดยเฉพาะการปฏิบัติการบินอากาศยานทางทะเล(Seaplane) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยอยู่ระหว่างเตรียมศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสนามบินน้ำบนพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการเปิดบริการธุรกิจซีเพลนในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ที่จะสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานสมุยไปยังเกาะในจังหวัดต่างๆ ได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น อาทิ หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ที่ปกติต้องใช้เวลาเดินทางจากสมุยโดยรถ และต่อเรือประมาณ 4-5 ชั่วโมง

นายพุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการซีเพลนในประเทศไทยยังมีไม่มาก และส่วนใหญ่เครื่องบินที่จะนำมาให้บริการยังเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก อาทิ เครื่องบิน Cessna รองรับผู้โดยสารได้ไม่ถึง 20 คน ยังไม่มีเครื่องบินขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามการพัฒนาสนามบิน เพื่อรองรับซีเพลนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่จากผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ปัจจุบันท่าอากาศยานสมุย มีผู้ใช้บริการสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 62 แล้ว โดยขาเข้าประมาณ 1 ล้านคนต่อปี ขาออก 1 ล้านคนต่อปี และพร้อมผลักดันให้เป็นขาเข้า 2 ล้านคนต่อปี และขาออก 2 ล้านคนต่อปี ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี สำหรับสมุยเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการให้บริการของบางกอกแอร์เวย์ส ยอดจองบัตรโดยสารล่วงหน้าอยู่ที่ประมาณ 65% ของเส้นทางทั้งหมด ปี 67 ตั้งเป้าหมายภาพรวมเติบโต 10% ขนส่งผู้โดยสารประมาณ 4.5 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การก่อสร้างทางพิเศษ(ด่วน) เชื่อมเกาะสมุย ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผู้โดยสารท่าอากาศยานสมุยหรือไม่ นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้นไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ ซึ่งลักษณะการใช้งานสะพานน่าจะรองรับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ ที่จะทำให้เดินทางเข้าออกสมุยได้สะดวกขึ้นมากกว่า และคนที่จะใช้สะพานน่าจะอาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขณะที่ผู้ที่ใช้บริการท่าอากาศยานสมุย ส่วนใหญ่จะบินตรงมาจากกรุงเทพฯ หรือประเทศต่างๆ จึงน่าจะไม่กระทบกับปริมาณผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของกรมเจ้าท่า(จท.) เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ และบริษัทฯ ไม่เคยดำเนินการมาก่อน แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่ จท. เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ ก็ควรจะลองศึกษาฯ และดำเนินการ เชื่อว่าเป็นโครงการที่จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน และเอกชน ซึ่งจากข้อมูลที่ทราบพบว่า ปริมาณเรือสำราญที่เข้ามาประเทศไทยก็เติบโตขึ้นทุกปี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน

'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.