เงินเฟ้อเดือน ม.ค.69 ลด 0.66% .ยันไม่มีสัญญาณเงินฝืด

เงินเฟ้อเดือน ม.ค.69 ลด 0.66% ติดลบต่อเนื่อง 10 เดือนติด เหตุน้ำมัน ค่าไฟฟ้าลด มาตรการลดค่าครองชีพรัฐ ผู้ประกอบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ‘สนค.’ยันไม่มีสัญญาณเงินฝืด คาดเดือน ก.พ.69 ยังลดลงอีก แต่จะเริ่มเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 2 จนถึงปลายปี

5 ก.พ. 2569 - น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ม.ค.2569 เท่ากับ 99.91 เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2568 ลดลง 0.66% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 นับจากเดือน เม.ย.2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้า ตามราคาพลังงานในตลาดโลก มาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ และราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ส่วนสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ติดลบติดต่อกัน 10 เดือน ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะแรงฉุดมาจากเรื่องพลังงาน และมาตรการลดค่าครองชีพภาครัฐ เช่น น้ำมัน ค่าไฟฟ้า และในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักพลังงานและอาหารสดออก ก็ยังปรับเพิ่มขึ้น แสดงว่าราคาสินค้ายังมีการปรับเพิ่ม แต่ด้วยความที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อน้อย เลยทำให้เหมือนกำลังซื้อไม่ดี ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินฝืด

สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2569 ที่ลดลง 0.66% มาจากจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.66% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า ครีมนวดผม) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาถูพื้น) ค่าน้ำประปา และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) ส่นสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน รถยนต์ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าบริการขนขยะ และค่าแต่งผมบุรุษ

ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.92% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ผักสด (พริกสด ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ มะนาว กะหล่ำปลี ใบกะเพรา) อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดผัดกะเพรา) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลานิล ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย ปลาทูนึ่ง) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) ส่วนสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง มังคุด กล้วยน้ำว้า องุ่น มะพร้าวอ่อน) ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ น้ำมันพืช และเนื้อสุกร 

ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ม.ค.2569 สูงขึ้น 0.60% เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ธ.ค.2568 ที่สูงขึ้น 0.59%

น.ส.ณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ.2569 คาดว่าจะยังคงลดลง โดยปัจจัยที่ฉุดเงินเฟ้อ คือ ราคาน้ำมันตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุน ทำให้ราคาดีเซลต่ำกว่าปีก่อน มีการปรับลดค่า Ft งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 ส่งผลให้ค่าไฟเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย เงินบาทแข็งค่า ทำต้นทุนสินค้านำเข้าลดลง โดยเฉพาะน้ำมัน และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ แต่ก็ต้องจับตาสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ผักสด ที่อาจสูงขึ้น และราคารถยนต์ที่จะสูงขึ้นจากการปรับภาษีสรรพสามิต

ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า ไตรมาส 1 เงินเฟ้อจะติดลบ 0.43% และเริ่มเป็นบวกในไตรมาส 2 ที่ 0.38% ไตรมาส 3 บวก 0.90% และไตรมาส 4 บวก 1.15% โดยมีปัจจัยหนุนที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นจากรัฐบาลใหม่ มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาสินค้าบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ผักสด ส่วนราคาน้ำมันต้องติดตามดู อาจจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และยังคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่0.0-1.0% ค่ากลาง 0.5%.

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปี2568ทุบสถิติ ส่งออก-นำ เข้า พาเหรด‘นิวไฮ’

ส่งออกเดือนสุดท้ายปี 68 มูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 16.8% ขยายตัว 18 เดือนติด รวมทั้งปีเพิ่ม 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนนำเข้า 344,943 ล้านดอลลาร์

พาณิชย์โชว์ส่งออกเดือนพ.ย.โต 7.1%

พาณิชย์ปลื้มส่งออกเดือน พ.ย.68โต 7.1% มูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือนติด รวม 11 เดือน มูลค่า 310,706.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.6% ทำสถิตินิวไฮ  คาดเดือน ธ.ค. หากทำได้ 2.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ทั้งปีโต 11.6% คาดทั้งปีโต 12.1% ส่วนปี 69 ประเมินขยายตัวติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1%