
‘เอ็กซิมแบงก์’ ปักธงปี 69 ปล่อยกู้อุ้มผู้ประกอบการภาคส่งออก 6 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับบทบาททำหน้าที่ ‘Export Co-pilot’ เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่องหนุนไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ โชว์ผลงานปี 68 อนุมัติสินเชื่อรวม 5.4 หมื่นล้านบาท
12 ก.พ. 2569 – นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยเตรียมสภาพคล่องหมุนเวียนไว้ไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนได้มากถึง 1 แสนล้านบาท ตามอัตราการขยายตัวของการส่งออก
ขณะเดียวกันประเมินว่าแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ เชื่อว่าจะเติบโตได้ถึง 2% แม้ว่าจะภาวะเศรษฐกิจจะมีความผันผวนเยอะ ทั้งเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเปราะบางและความผันผวนสูงจากความเสี่ยงรอบด้าน จากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แกว่งตัวรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้และต้นทุนของผู้ส่งออก ตลอดจนต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ กติกาการค้าโลกยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ดังเช่นอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนซ้ำเติมความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย
นายชลัช กล่าวว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอียังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเงินทุนและสภาพคล่อง การเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดต่างประเทศ การขยายเครือข่ายคู่ค้า ตลอดจนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงประเทศผู้ซื้อ และความเสี่ยงผู้ซื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในเวทีการค้าโลก ด้วยเหตุนี้เอ็กซิมแบงก์ จึงมุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น Export Co-pilot ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ
“ในปี 2569 ธนาคารยกระดับเครื่องมือสนับสนุนผู้ส่งออกแบบครบวงจร เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้ก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ควบคู่กับการยกเครื่องกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) ที่แม่นยำ ภายใต้ยุทธศาสตร์ S-M-A-R-T” นายชลัช กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ธนาคารสามารถอนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท โดยมีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม
ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ภาคธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท ส่วนแนวโน้ม NPL ในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวลดลง เพราะผู้ประกอบการมีการปรับตัวได้ดีขึ้น และมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

