มลพิษอื้อทั้งในน้ำ-อากาศ คนเชียงรายเผชิญทุกข์หนัก พบสารพิษเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก ค่าฝุ่นสูงลิ่ว

มลพิษอื้อทั้งในน้ำ-อากาศ “คนเชียงราย” เผชิญทุกข์หนัก -คพ.รายงานสถานการณ์ในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงยังพบสารโลหะหนักเกินมาตฐานหลายพื้นที่-ออกประกาศเตือนพื้นที่ อ.แม่สาย-อ.เชียงของ ค่าฝุ่นสูงลิ่วจนเป็นอันตราย

30 มีนาคม 2569 - กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ได้รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ครั้งที่ 17 (ระหว่างวันที่ 10 – 13 มีนาคม 2569) ในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย พบว่าในแม่น้ำกก พบสารหนู (As) บริเวณสะพานท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และบริเวณสะพานมิตรภาพ แม่ยาว-ดอยฮาง ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าอยู่ที่ 0.011 มก./ล.(ค่ามาตรฐาน 0.01 มก./ล.)

ขณะที่แม่น้ำสาย พบแมงกานีส (Mn) มีค่าเกินมาตรฐานฯ บริเวณบ้านป่าซางงาม ม.6 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย (SA03) มีค่า 2.80 มก./ล. (มาตรฐานกำหนดค่าแมงกานีสไม่เกินกว่า 1.0 มก./ล.) โดยก่อนหน้านี้ผลการตรวจครั้งที่ 4 ค่าเกินมาตรฐานฯ ทุกจุดตรวจวัด อยู่ในช่วง 1.00 – 1.30 มก./ล. ผลการตรวจครั้งที่ 5 ค่าเกินมาตรฐานฯ ที่บ้านหัวฝาย และสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ผลการตรวจวัดครั้งที่ 6 ค่าเกินมาตรฐานฯ ทุกจุดตรวจวัด มีค่าอยู่ในช่วง 1.30 - 1.60 มก./ล. ผลการ ตรวจวัดครั้งที่ 8 ค่าเกินมาตรฐานฯ ทุกจุดตรวจวัด มีค่าอยู่ในช่วง 1.20 - 1.30 มก./ล. ซึ่งสอดคล้องกับความขุ่น ที่เพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้โลหะหนักบางตัวมีการตรวจพบเพิ่มขึ้น ผลการตรวจวัดครั้งที่ 9 ค่าเกินมาตรฐานฯ ที่สะพาน มิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ผลการตรวจวัดครั้งที่ 10 - 16 มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานฯ ทุกจุดตรวจวัด ผลตรวจวัด

นอกจากนี้ผลตรวจครั้งที่ 17 ยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานโดยอยู่ในช่วง 0.011 –0.024 มก./ล. ยกเว้นบริเวณบ้านหัวฝายต.แม่สายอ.แม่สาย จ.เชียงใหม่ ที่มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

สำหรับแม่น้ำรวก พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานบริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้างของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยพบค่าสารหนู 0.013 มก./ล.

ส่วนแม่น้ำโขงพบสารหนู มีค่าเกินมาตรฐานฯ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ (บ้านสบรวก) ต.เวียงอ.เชียงแสน จ.เชียงราย และบริเวณจุดสูบน้ำประปาส่วนภูมิภาค สาขาอำเภอแม่สาย โดยมีค่า 0.013 มก./ล.

วันเดียวกันสถานการณ์ไฟไหม้ป่าในเชียงรายยังคงรุนแรง โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)ได้ออกประกาศเรื่อง คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) ฉบับที่ 4 (4/2569) วันที่ 30 มีนาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน โดยระบุว่า พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. มีค่าระหว่าง 43.5 - 255.1 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) โดยพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) มีลำดับดังนี้

1) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 255.1 มคก./ลบ.ม. 2) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 232.5 มคก./ลบ.ม. 3) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 153.5 มคก./ลบ.ม.

4) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 147.1 มคก./ลบ.ม. 5) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 146 มคก./ลบ.ม. 6) ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 107.9 มคก./ลบ.ม. 7) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 101.1 มคก./ลบ.ม.

8)ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 92.8 มคก./ลบ.ม. 9) ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 92.6 มคก./ลบ.ม. 10) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 90.2 มคก./ลบ.ม.

11) ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 81.3 มคก./ลบ.ม. 12) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 75.8 มคก./ลบ.ม.

ทั้งนี้ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน

ขณะที่พื้นที่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน และ ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน

“จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสุขภาพ โดยงดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากจำเป็นควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบากระคายเคืองตา โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก และคนชรา หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ และควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปรกณ์จำเป็นให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในการนี้ ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด งดใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดการเกิดฝุ่นควันสะสมในอากาศอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย”

ทั้งนี้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ที่เฟสบุ๊ค “สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1” หรือเว็บไซต์ “air4thai.pcd.go.th” หรือแอพพลิเคชั่น “Air4thai”

นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ให้สัมภาษณ์ว่าจริงๆภาคเหนือเกือบทุกจังหวัดมีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยใน จ.เชียงราย ที่ อ.แม่สาย มีค่าสูงถึง 153.5 มคก./ลบ.ม. ขณะที่ อำเภอเมือง 90.2 มคก./ลบ.ม.ส่วนที่ อ.เชียงของ 146 มคก./ลบ.ม.ขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ 37.5 มคก./ลบ.ม.ซึ่งสามารถอยู่ได้แบบสบาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตอนนี้เกินค่ามาตรฐานไปมากซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพแน่ สิ่งที่ประชาชนทำได้คือสวมใส่หน้กาก N95 ตลอด หากอยู่บ้านก็ควรปิดประตูหน้าต่างเพื่อไม่ให้อากาศเข้า

“สำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้มีประวัติการป่วยเป็นโรคหอบหืด ต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ ยิ่งไม่ได้สวมใส่หน้ากาก N95 จะได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งทางโรงพยาบาลรัฐหรือ รพ.สต.พร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว ส่วนผู้ป่วยติดเตียง ทราบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขได้สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศหรือมุ้งปลอดฝุ่น ขณะที่การฉีดน้ำตามสนามหญ้าหน้าบ้านจะช่วยได้ระดับหนึ่งเพราะ ทำให้อากาศชื้นในช่วงสั้นๆ”นายอาวีระ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของ จ.เชียงราย เผชิญทั้งเรื่องฝุ่นพิษและน้ำในแม่น้ำพิษ ควรมีการวางแผนรับมือพิเศษหรือไม่ อย่างไร นายอาวีระกล่าวว่า เชื่อว่าในแต่ละหน่วยงานต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องหาวิธีป้องกันตนเองด้วยโดยการติดตามข้อมูลข่าวสาร

“จริงๆแล้วเรามียุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์อาเซียนฟ้าใส เพียงแต่ละประเทศมีข้อจำกัด และมีศักยภาพที่ไม่เท่ากัน ที่สำคัญคือเรายังมีปัญหาเรื่องปากท้องประชาชนด้วย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาหลายส่วนประกอบกัน”นายอาวีระ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พาณิชย์'ลุยตรวจนอมินีโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ใน จ.ปราจีนบุรี พบ 4 ราย มีพฤติกรรมเข้าข่ายนอมินีให้กับทุนเทา ส่งข้อมูลหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสืบสวน สอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ผลตรวจดินลุ่มน้ำ กก-สาย-รวก พบ 20% มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน

พด.เผยผลตรวจดินลุ่มน้ำกก/สาย/รวก พบ 20%มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน 50% ต้องเฝ้าระวัง-มีเพียง 30 % ที่ยังเขียว-แนะปรับเปลี่ยนพืช-นักวิชาการจี้เปิดผลข้อมูล-เร่งจัดโซนนิ่งแจ้งให้เกษตรกรรู้ตัว/รับมือ

วิกฤตแม่น้ำสาย! พบปนเปื้อนสารหนู-ตะกั่วสูงลิ่ว สั่งห้ามทำประปา-เลี่ยงบริโภคสัตว์น้ำ

เชียงรายประกาศเตือนภัยเร่งด่วนห้ามประชาชนใช้น้ำแม่น้ำสายอุปโภค-บริโภคหลังตรวจพบสารปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 28 เท่า-เพิ่มความเข้มงวดกระบวนการผลิตน้ำประปา-สัตว์เลี้ยงเลี่ยงกินน้ำ-ตั้ง กก.ติดตามตรวจสอบพืช/ห่วงโซ่อาหาร

คพ. ผนึกกำลัง SCG ศึกษาแนวทางจัดการตะกอนดินปนเปื้อนสารหนู ในพื้นที่แม่น้ำกก

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประชุมหารือร่วมกับบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด (SCG) เร่งศึกษาแนวทางจัดการตะกอนดินลำน้ำ และดินแปลงเกษตรที่ปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก รวมถึงน้ำผิวดิน และตะกอนจากกระบวนการผลิตน้ำประปา ในพื้นที่แม่น้ำกก เพื่อศึกษาแนวทางจัดการที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อประชาชน

ชาวบ้านร้องโรงงานในมาบตาพุด ต่อท่อปล่อยน้ำเสียลงคลอง หวั่นสารพิษปนเปื้อน

ชาวบ้านร้องสื่อมวลชน ตรวจสอบโรงงานปล่อยน้ำเสียลงคลองน้ำชา เขตเทศบาลนครมาบตาพุด หลังน้ำเปลี่ยนสี ส่งกลิ่นเหม็น ไร้สิ่งมีชีวิตเวียนว่าย เจ้าหน้าที่สวมรองเท้าบูทลุยน้ำสำรวจ ผงะพบท่อปูนยื่นออกมานอกรั้วโรงงาน ปล่อยน้ำเสียสีน้ำตาลเข้มไหลลงสู่คลองตลอดเวลา วอนหน่วยรัฐเข้าตรวจสอบ 

เชียงรายเดินหน้าปั้น “เมืองอาหารปลอดภัย” เชื่อม 18 อำเภอ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างสุขภาพดี–เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

เชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อน “ระบบอาหารปลอดภัย เมืองเชียงราย สู่สุขสมดุล” ยกระดับระบบอาหารตั้งแต่แหล่งผลิตถึงผู้บริโภค เชื่อมเครือข่ายเกษตรกรทั้ง 18 อำเภอ