
‘ยสท.’ ประกาศปรับทัพชู 4 พันธกิจใหม่สู้ศึก หลังตลาดบุหรี่ในประเทศหดตัวต่อเนื่อง ลุยปรับพอร์ตหันพึ่งพาตลาดส่งออกมากขึ้น ตั้งเป้าโต 1.2 พันล้านบาท เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม ปักหมุด ก.ค. เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใบยาซิการ์ ส่วนปี 70 ดันโรงงานสกัดสารนิโคตินเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ปูพรมเติบโตระยะยาว
13 ก.พ. 2569 – นายภูมิจิตต์ พงศ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 ยสท. ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ คือ เป็นองค์กาชั้นนำด้านยาสูบที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินงานตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรต ที่ 6,344 ล้านบาท และรายได้จากการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ ที่ 379 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ อยู่ที่ 455 ล้านบาท
ภายใต้พันธกิจใหม่ 4 เรื่อง ได้แก่ 1. สร้างรายได้จากธุรกิจยาสูบและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยในปีนี้ ยสท. ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากในประเทศ ราว 78% และรายได้จากการส่งออก อยู่ที่ 22% จากปี 2568 มีสัดส่วนรายได้ในประเทศที่ราว 85% และรายได้จากการส่งออกและธุรกิจอื่น ๆ ที่ 15% โดยเป้าหมายภายในปี 2575 ยสท. ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ในประเทศลดลงเหลือ ุ60% ขณะที่รายได้จากการส่งออกและธุรกิจอื่น ๆ จะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 40%
“ตั้งแต่ปี 2568 ต้องยอมรับว่าตลาดบุหรี่ในประเทศมีการหดตัว ภาวะตลาดบุหรี่ถูกกฎหมายหดตัวต่อเนื่อง และการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมายในระดับที่กระทบเสถียรภาพรายได้หลักขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43% และกำไรลดลงกว่า 94% หลาย ๆ ปัจจัยทำให้เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์จากเดิมที่เน้นพึ่งพารายได้จากในประเทศมากกว่า 95% วันนี้ก็เน้นไปพึ่งพารายได้จากต่างประเทศมากขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออกบุหรี่ การส่งออกใบยา และรายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตบุหรี่ อาทิ รายได้จากโรงพยาบาล โรงพิมพ์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น” นายภูมิจิตต์ กล่าว
2. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างรายได้จากธุรกิจยาสูบและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งด้านการขาย ผ่าน New Segmentation การขยายพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ ซึ่งในปี 2569 ยสท. ตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกเติบโตที่ 1,200 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 870 ล้านบาท, การพัฒนาใบยาคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า และการผลิตใบบาคุณภาพสูงจากพื้นที่ปลูกที่ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองปลูกใบยาซิการ์ (Cigar Wrapper) ที่ จ. เชียงราย และเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งคาดว่าจะผลักดันออกมาได้ในช่วงปลายเดือน ก.ค. นี้ รวมถึงเรียมแผนลงทุนตั้งโรงงานสกัดสารนิโคตินเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 ตรงนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาธุรกิจ หา New S curve เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
3. การสร้างมูลค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ายาสูบ โดยในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาจะต้องดุแลให้ได้รับความมั่นคงในอาชีพ มีความโปร่งใสในการรับซื้อ ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ในส่วนของภาครัฐจะต้องมีการป้องกันการรั่วไหลของสินค้า สนันบสนุนการปราบบุหรี่เถื่อน และปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมยาสูบ 100% เพื่อส่งรายได้เข้ารัฐอย่างยั่งยืน ด้านตัวแทนจำหน่าย จะต้องได้สินค้าที่มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และตรวจสอบย้อนกลับได้ 4. การจัดการและการดำเนินธุรกิจด้วยธรรมภิบาล โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก
“ยสท. จะเร่งปรับโครงสร้างรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพารายได้จากบุหรี่เพียงอ่างเดียว สู่การเป็นองค์กรที่มีการขยายธุรกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งธุรกิจยาสูบ การส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสร้างพันธมิตรเชิงธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในด้านนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเสริมความแข่งแกร่งทางการแข่งขันในเวทีสากล” ผู้ว่าการ ยสท. ระบุ

