‘จิรุตม์‘ลาออกประธานบอร์ด รฟท.ฝากสานต่อเมกะโปรเจ็กต์‘ไฮสปีด-ทางคู่‘

‘จิรุตม์‘ ยื่นลาออกประธานบอร์ด รฟท.  หลังได้รับความเห็นชอบนั่ง กกต. ย้ำภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันโครงการระบบรางขนาดใหญ่ พร้อมเร่งเดินหน้าสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ 'รถไฟทางคู่-ไฮสปีด' หนุนเปิดทางเอกชนร่วมใช้ราง แก้ปมขาดทุนสะสม

17 มี.ค.2569-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการ บอร์ด รฟท. และคณะกรรมการ บอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แล้ว โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปภายหลังจากที่ วุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามระเบียบกำหนดให้ต้องลาออกจากตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงการคลัง ในการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ รวมถึงประธานบอร์ดคนใหม่ เพื่อให้การบริหารงานขององค์กรสามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ โดยคาดว่ากระบวนการสรรหาจะใช้เวลาไม่นาน ในส่วนของการแต่งตั้ง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯ รฟท. ว่าที่ผู้ว่าการ รฟท. คนใหม่นั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่สามารถลงนามในสัญญาจ้างได้ เนื่องจากจำเป็นต้องรอให้มีประธานบอร์ดคนใหม่เข้ามาเป็นผู้ลงนามอย่างเป็นทางการ อีกทั้งบอร์ดชุดเดิมไม่ได้มีมติมอบหมายตัวแทนไว้ล่วงหน้า

นายจิรุตม์กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ รฟท. ที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่อง คือการยกระดับระบบรางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ของระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยโครงการสำคัญที่ต้องเร่งรัด ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 ซึ่งยังมีความล่าช้าในบางช่วง โดยเฉพาะประเด็นการส่งมอบพื้นที่ และการปรับกรอบวงเงินลงทุนที่ต้องรอการอนุมัติจาก ครม.

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ที่ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประมูลงานโยธา ตลอดจนโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย และโครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–นครพนม ที่ต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน รฟท. ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core) ผ่านบริษัทลูก คือ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) โดยมีเป้าหมายบริหารจัดการที่ดินและทรัพย์สินของ รฟท. กว่าหมื่นแปลงให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากระดับประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 5,000–6,000 ล้านบาทในอนาคต เพื่อช่วยลดภาระการขาดทุนสะสมขององค์กรที่ยังไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารมาเป็นเวลานาน

“นโยบายสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Open Access หรือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้โครงข่ายรางร่วมในการเดินรถ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนหัวรถจักร และเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า โดย รฟท. จะมีรายได้จากค่าใช้โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ค่าธรรมเนียมใช้ราง และระบบอาณัติสัญญาณ ทั้งนี้ จำเป็นต้องผลักดันควบคู่ไปกับร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง เพื่อให้มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน”นายจิรุตม์ กล่าว

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟความเร็วสูงในอนาคต ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบการจัดตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมาดูแล ซึ่งอาจเป็นการดำเนินการโดยภาครัฐเอง หรือเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ขึ้นอยู่กับนโยบายของ กระทรวงคมนาคม และมติของ ครม. ในระยะต่อไป

นายจิรุตม์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีในการปฏิบัติหน้าที่ มีความภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันโครงการระบบรางขนาดใหญ่ และสามารถจัดตั้งบริษัทลูก SRTA ได้สำเร็จตามแผน ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการผลักดันให้ระบบรถไฟกลับมาเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โหวตประมุขนิติบัญญัติ-สภาบุรีรัมย์? จิรุตม์-มณฑลลุ้นผงาด"กกต."

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต จำนวน 396 คน ไปเมื่อวันพุธ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา และต้นสัปดาห์หน้าจะรับรอง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ"ป.ป.ช."อาจทำสะดุด!

ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี