
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2568 พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จาก "อุทกภัย" ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 25 ปี เมืองหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงจมอยู่ใต้มวลน้ำมหาศาล และเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติที่โหมกระหน่ำพร้อมกัน ทั้งปริมาณน้ำฝนสะสมที่เขาคอหงส์ อ.นาหม่อม สูงถึง 365 มิลลิเมตรในวันเดียว รวมทั้งมวลน้ำจากเทือกเขานครศรีธรรมราชและอำเภอรอบนอก ไหลมารวมกันที่คลองอู่ตะเภา ประกอบกับหาดใหญ่เป็นพื้นที่ราบต่ำคล้ายแอ่งกระทะ เมื่อน้ำมาพร้อมกันในปริมาณที่ระบบระบายน้ำจะรับไหว จึงเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพริบตา
ภารกิจกู้คืนไฟฟ้าท่ามกลางวิกฤต
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังท้าทายขีดความสามารถในการจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่าง "พลังงานไฟฟ้า" โจทย์ใหญ่ของ กฟภ. หรือ PEA คือจะทำอย่างไรให้ "ไฟกลับมาสว่าง" ได้เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด ในสภาวะอันตรายสูงสุด เนื่องจากน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตประชาชนทันทีที่เกิดไฟรั่ว กฟภ. จึงมีความจำเป็นต้อง "ตัดไฟ" ในพื้นที่วิกฤต
“หัวใจที่ทำให้ กฟภ. สามารถตัดสินใจได้แม่นยำท่ามกลางข้อมูลที่ไม่แน่นอน คือเทคโนโลยี GIS ซึ่งทำหน้าที่เหมือน ‘แผนที่สถานการณ์สด’ ที่บอกตำแหน่งบ้านเรือน สถานะมิเตอร์ และโครงข่ายไฟฟ้าทั้งหมดในจุดเดียว ทำให้ทุกการสั่ง ตัดไฟ–จ่ายไฟ เป็นการตัดสินใจจากข้อมูลจริงในทันที ไม่ใช่การประเมินแบบกว้าง ๆ เหมือนในอดีต”
ภารกิจนี้ถือว่าเร่งด่วนเป็นอันดับแรกของ กฟภ. ที่ต้องประเมินความเสี่ยงเพื่อตัดสินใจตัดกระแสไฟฟ้าในจุดที่น้ำท่วมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ใช้ข้อมูลจาก GIS ที่ระบุตำแหน่งมิเตอร์และระบบจำหน่ายไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อทำการตัดไฟเฉพาะจุดที่น้ำท่วมถึง รวดเร็ว ลดการลงพื้นที่ซึ่งอาจเข้าถึงได้ยากในสถานการณ์นี้ และช่วยให้การสั่งตัดไฟมีความแม่นยำมากขึ้น ลดผลกระทบต่อพื้นที่การทำงาน ในช่วงนี้เต็มไปด้วยความกดดัน และตำแหน่งบ้านเรือนที่ชัดเจนมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การดูแลผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในช่วงที่น้ำเริ่มลดระดับลง ภารกิจได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โหมด "การฟื้นฟู" อย่างเต็มตัว เจ้าหน้าที่ กฟภ. ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าก่อนจะจ่ายไฟคืนให้แก่ประชาชน โดยมีการวางแผนลำดับความสำคัญตามสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ พื้นที่ไหนน้ำลดก่อน ทีมช่างจะระดมกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าพักอาศัยและเริ่มจัดการทำความสะอาดบ้านเรือนได้โดยไม่ต้องรอนาน
แผนงานสำคัญดูแลประชาชน 176,000 ราย
นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในระยะแรกนี้ กฟภ. มุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้าดูด-ไฟฟ้ารั่ว ครอบคลุมพื้นที่หลักถึง 11 ตำบลในจังหวัดสงขลา การตัดไฟไม่ได้ทำแบบสุ่มเดา แต่ทำผ่านการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ที่ละเอียดถึงระดับโซนและพิกัดบ้านเรือน เพื่อให้พื้นที่ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังคงมีไฟฟ้าใช้เพื่อการสื่อสารและประสานงานกู้ภัย ขณะที่แผนหลังน้ำลดความท้าทายใหม่คือการ "จ่ายไฟคืน" อย่างปลอดภัย ภารกิจนี้ซับซ้อนกว่างานซ่อมปกติ เพราะน้ำท่วมกระทบถึงอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้ใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง กฟภ. จึงจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูเพื่อให้การจัดการเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและไม่ซ้ำซ้อน หากเทียบกับกระบวนการเดิมที่ต้องอาศัยข้อมูลจากการเดินสำรวจ ระบบ GIS ช่วยลดเวลา และลดความเสี่ยงการลงพื้นที่ซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทีมปฏิบัติงานเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วขึ้น
"ในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมนั้น ต้องยอมรับว่าการประเมินสถานการณ์เป็นเรื่องที่ยากมากที่สุด เมื่อมี GIS เข้ามาเป็นตัวกลาง ช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมของผลกระทบแบบรายหลังคาเรือน ทำให้การสั่งการ การจัดทีม และการคาดการณ์ระยะเวลาซ่อมกลับมามีความแม่นยำและโปร่งใสมากขึ้นหลายเท่า เพราะเราไม่ทราบว่าใครได้รับผลกระทบบ้าง บ้านหลังไหนมีน้ำท่วมบ้าง และกระทบกับผู้ใช้ไฟรายไหนบ้าง การที่มีการประเมินข้อมูลเบื้องต้นจะทำให้เราสามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้อย่างดียิ่งขึ้น เช่นข้อมูลระดับน้ำท่วมเมื่อนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้เห็นว่าส่วนไหนบ้างที่ถูกน้ำท่วม และประเมินได้คร่าว ๆ ว่าในพื้นที่นั้น ๆ เกิดผลกระทบในด้านระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อะไรไปแล้วบ้าง เพื่อจะได้เตรียมกำลังคนให้เหมาะสม และเมื่อสถานการณ์น้ำลดลงทีมปฏิบัติงานจะเข้าไปดูแลในส่วนไหนก่อน พร้อมกับเครื่องมือที่ต้องการอะไรบ้าง ซึ่งทำให้เราสามารถจัดการกับสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน ลดระยะเวลาการทำงาน"
การนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินน้ำท่วมมาทับซ้อนกับแผนที่ระบบไฟฟ้าของ กฟภ. จะทำให้รู้ว่าใครถูกน้ำท่วมบ้าง ทำให้ประเมินได้ว่าจุดนี้มีมิเตอร์อยู่กี่ตัว ต้องนำคนเข้าไปกี่คน และจะทำงานเสร็จในกี่วัน ซึ่งสามารถประเมินเบื้องต้นได้เลย จากรูปแบบของข้อมูลตรงนี้จะสามารถแจ้งได้ว่าสามารถกู้คืนไฟฟ้าได้ในกี่วัน ตามจำนวนคน ตามจำนวนมิเตอร์ แต่ต้องยอมรับว่าระดับผลกระทบแต่ละที่ไม่เท่ากัน เพราะน้ำท่วมความสูงไม่เท่ากัน ซึ่งเราจะต้องแบ่งเขตว่าตรงไหนที่จะเข้าไปแก้ไขก่อน แล้วก็ทยอยทำเป็นแผน ๆ ไป ทำให้บ้านที่น้ำลดแล้วมีไฟฟ้าใช้ได้
"กฟภ. ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาเพื่อจะตรวจสอบว่าพื้นที่ใดบ้างได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และนำมาเรียงซ้อนกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อให้ทราบว่าส่วนไหนที่ทำไปแล้วจะไม่ทำซ้ำ แก้ไปแล้วจะไม่เข้าไปแก้ซ้ำ ทำให้ผ่านปัญหาไปได้ 100% เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าในที่ที่น้ำท่วมเราจะต้องรีบเข้าไปจัดการเชื่อมไฟฟ้า และทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีไฟฟ้าชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้และสามารถเข้ามาเก็บของจัดการทรัพย์สินของเขาได้ก่อน เพราะเราเข้าใจว่าเมื่อน้ำลดแล้ว ทุกคนอยากที่จะเข้าบ้านก่อนทั้งนั้นเพื่อไปจัดการของที่อยู่ในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เมื่อพื้นที่พร้อม ระบบบริหารจ่ายไฟของ กฟภ. ซึ่งเชื่อมกับข้อมูล GIS สามารถสั่งจ่ายไฟคืนได้ทันที ทำให้ขั้นตอนฟื้นฟูทำได้เร็วขึ้น”
การใช้เทคโนโลยี GIS ถูกใช้ใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับยุทธศาสตร์ (Management) ทั้งการทำ Dashboard ภาพรวม และรวบรวมสถานะการจ่ายไฟแบบ Real-time ระดับปฏิบัติการ (Operation) ใบงานผูกกับพิกัดบ้าน รายงานผลผ่านมือถือ และฉายภาพก่อน ระหว่าง-หลังปฏิบัติงาน ระดับทรัพยากร (Resource) บริหาร Power Kit คลังพัสดุ และคาดการณ์ความต้องการรายวัน ซึ่งถือว่าเป็น “ศูนย์กลาง” ของทั้งโครงการ โครงสร้างแบบ 3 ระดับนี้ทำให้ GIS ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือดูแผนที่ แต่เป็น “ระบบกลาง” ที่เชื่อมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และบริหารทรัพยากรของหน่วยงานเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

ระบบดังกล่าวยังเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลเพื่อให้นำไปใช้รายงานตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบได้ เนื่องจากมีประชาชนหลายรายที่เมื่อได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อนมาหลายปีแล้ว อาจจะมีการย้ายพื้นที่อยู่อาศัย ทำให้ กฟภ. เห็นตัวเลขผู้ใช้ไฟในส่วนนี้ ผ่านระบบดังกล่าว ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์นั้นรัฐบาลในช่วงนั้นมีคำถามถึงการเข้าไปดูแลฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ และมีการเร่งรัดให้เข้าไปช่วยเหลือและกู้คืนไฟฟ้าให้กลับมา 100% ได้ เมื่อ กฟภ. มีระบบนี้จึงสามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนและมั่นใจว่ามีผู้ใช้ไฟได้กู้คืนกลับมาเท่าไหร่
เทคโนโลยี GIS กับการทำงานของ กฟภ.
นายพงศกร กล่าวว่า ข้อมูลที่อยู่ในระบบ GIS ทำให้ประเมินได้ว่าจะต้องใช้คนเท่าไหร่ รวมถึงระยะเวลาในการเตรียมการลดลง ทำให้องค์กรไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนมากกว่านี้ ทั้งที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วง 20 ปี เติบโตขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 4 เท่า แต่บุคลากรที่ทำงานก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าตามมา ซึ่งหมายความว่าในมุมมองของการใช้เทคโนโลยี องค์กรสามารถลดต้นทุนเรื่องของทรัพยากรคนลงไปได้ ซึ่งสะท้อนชัดว่า GIS กลายเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิผลของบุคลากรในยุคงานหนัก–คนเท่าเดิม”
ในช่วงแรกที่เลือกใช้งานก็เพื่อให้เกิดการบริหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของการเก็บข้อมูลเรื่องทรัพย์สิน และอุปกรณ์ของ กฟภ. ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า มิเตอร์ไฟ เสาไฟ สายไฟทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในระบบดิจิทัล และปัจจุบันก็สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดได้ครบถ้วน ทำให้เวลามีปัญหาอะไรก็จะได้รับทราบถึงปัญหาเบื้องต้น สามารถบริหารจัดการได้ครอบคลุมและลดค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากในอดีตการออกไปสำรวจพื้นที่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนสูง เพราะจะต้องมีการออกไปครั้งแรก นำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์วางแผน เพื่อจะออกไปแก้ไขอีกรอบ แต่เมื่อมีระบบนี้เข้ามาก็สามารถทำให้เรารู้ได้ว่า เบื้องต้นจะต้องเตรียมการอย่างไร
“คล้าย ๆ กับเราสั่งของออนไลน์ ซึ่งการใช้อี-คอมเมิร์ซสะดวกที่ว่า คุณสามารถเลือกของทุกอย่างแล้วก็เทียบราคาได้โดยที่คุณไม่ต้องวิ่งไปตามร้านขายสินค้าทุกร้าน การทำงานนี้ก็เหมือนกันเราไม่จำเป็นจะต้องวิ่งออกไปเรื่องเทียบราคา และกลับมาพิจารณาว่าจะต้องซื้อเจ้าไหน แต่สามารถตัดสินใจได้เลยผ่านมือถือ เช่นเดียวกันกับเวลาที่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้า เราจะรู้สภาพความเป็นมาก่อนและสามารถจะเปรียบเทียบได้เบื้องต้น แต่อาจจะต่างจากการช้อปปิ้งตรงที่เมื่อเราทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทีมงานของ กฟภ. จะต้องลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่จริงเท่านั้น”
“นอกจากนี้ กฟภ. ก็พยายามจะเอาข้อมูลดังกล่าว ไปใช้เพื่อการวิเคราะห์แผนการทำงานในอนาคต เช่น ปัจจุบันองค์กรเดินหน้าไปในเรื่องของการติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์(Solar Cell) รวมถึงสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) กฟภ. ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้รู้ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องการอย่างเช่นโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรมีอยู่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า รวมถึงจะทำให้รู้ว่าส่วนไหนจะต้องเข้าไปปรับปรุง เพื่อรองรับแผนงานต่าง ๆ ทำให้ง่ายและสะดวกในการวางแผนมากขึ้น”
“ท้ายที่สุด GIS ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อกระบวนการภายในองค์กร แต่ยังแปรผลลัพธ์ไปถึงประชาชนโดยตรง เพราะยิ่งข้อมูลแม่นยำ การจ่ายไฟคืนเร็ว การเข้าถึงประชาชนเร็ว ยิ่งช่วยให้ชาวบ้านกลับเข้าบ้าน ทำความสะอาด และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไวขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าบทบาทของ GIS ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูอย่างแท้จริง”
ต้องยอมรับว่าวิกฤตที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงบททดสอบความอดทน แต่แสดงให้เห็นถึงทางเลือกและทางรอดที่ยั่งยืน ในวินาทีที่ถนนกลายเป็นคลองและไฟฟ้าถูกตัดขาด 'การทำงานร่วมกับระบบ' คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ภารกิจไม่หยุดชะงัก และพิสูจน์ได้ว่าหัวใจของการฝ่าวิกฤตอยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีและการออกแบบระบบให้สอดรับกับศักยภาพของคน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นที่พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โยน‘เอกนัฎ’ตอบปมค่าไฟทางแฝงFTประชาชน กฟภ.ชี้เป็นหน่วยงานปฏิบัติตามนโยบาย
‘กฟภ.’ โยน ‘เอกนัฎ’ ชี้แจงปมค่าไฟทางแฝงในค่า FT ประชาชน ระบุเป็นไปตามโครงสร้าง พร้อมตอบเป็นเพียงหน่วยงานปฏิบัติ ต้องทำตามนโยบาย
ดีอี เตือนข่าวปลอม “กฟภ. เปิดช่องทางไลน์ฝ่ายงานทะเบียน ให้ประชาชนติดต่อสอบถาม” ระวัง “สแกมเมอร์” หลอกลวง ปชช.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ลดค่าไฟอย่างมั่นใจ ได้มาตรฐานจาก PEA MEA
PEA และ MEA ชวนประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop อย่างมั่นใจ ลดค่าไฟ คุ้มค่าในระยะยาว พร้อมดำเนินการตามมาตรฐานการไฟฟ้า
PEA แนะนำ ติด Solar Rooftop ต้องไม่ดูแค่ราคา แต่ต้องดู “มาตรฐานและความปลอดภัย"
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แนะนำประชาชนที่สนใจติดตั้ง Solar Rooftop ให้ตรวจสอบข้อมูลการติดตั้งอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือก!!! โดยควรศึกษาการออกแบบระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้ง

