
ไมเนอร์ ฟู้ด ลุยสมรภูมิตลาดอาหารญี่ปุ่น 5 หมื่นล้าน ส่งแบรนด์น้องใหม่ ‘The Stone’ อุด้งหม้อหินร้อน เติมพอร์ตธุรกิจ มองโอกาสปูพรม 100 สาขา
27 มี.ค. 2569 – นายอนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท และมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 5,700 ร้านทั่วประเทศ แม้ในช่วง 2-3 ปีมานี้จะมีการเติบโตที่ค่อนข้างทรงตัว แต่ก็ยังมีบางกลุ่มเติบโตได้ดี อาทิ บุฟเฟ่ต์ ชาบู เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทยังเห็นว่าปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วง Mature Market ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้มองหาร้านใหม่จำนวนมาก แต่เลือกแบรนด์ที่มีความแตกต่างและมีคุณค่าเชิงประสบการณ์มากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ลูกค้าคนไทยไม่ได้มองอาหารญี่ปุ่นเป็นเรื่องใหม่อีกต่อไป จากประสบการณ์กว่า 10–20 ปี ทำให้คนกินมีความรู้ เข้าใจ รสชาติ และเปรียบเทียบแบรนด์ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร้านที่เหมือนเดิม ไม่สามารถดึงดูดได้ง่าย และถูกคัดออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยยังมีมีความรู้ลึก เลือกมาก และเปรียบเทียบเก่ง ดังนั้น การตัดสินใจจึงไม่หยุดที่ ‘อร่อย ญี่ปุ่นแท้ วัตถุดิบนำเข้าแแต่ปรับมาเป็น Experience Feeling Moment Story และสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ “ความนิยม” แต่คือ ระดับความคาดหวังของผู้บริโภคซึ่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต
นายอนุพนธ์ กล่าวว่า แม้ว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยอาจเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว แต่ยังเปิดโอกาสอย่างมากสำหรับแบรนด์ที่กล้าคิดต่าง ในขณะที่ตลาดแบ่งเป็น Traditional Japanese Dining และ Premium Japanese Dining ช่องว่างที่ยังเปิดอยู่คือ Experience-driven Japanese Dining ในระดับราคาที่เข้าถึงได้และทันสมัย แน่นอนว่าแบรนด์ที่มีคอนเซ็ปต์ชัดเจน กล้าตีความอาหารญี่ปุ่นในมุมใหม่ กลับยังเติบโตได้ นี่สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ปิด แต่กำลัง เปิดโอกาสให้แบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่จริง ๆ

จากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทได้พัฒนาแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘The Stone’ อุด้งหม้อหินร้อน ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังแข่งขันกันที่ความดั้งเดิม The Stone กลับเลือก “ทลายกรอบ” ชวนคนรักอุด้งมาสัมผัสประสบการณ์รูปแบบใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์ “อุด้งหม้อหินร้อน” ที่ผสานความอร่อย ความเดือด และสไตล์ใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการอุด้งที่ทั้งร้อน แรง และสนุกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
“การที่บริษัทใหญ่อย่างไมเนอร์จะเข้ามาเปิดตัวอาหารญี่ปุ่น ถ้าไปแบบเดิมๆ หรือลงไปในอาหารประเภทซูชิ ซาชิมิ ก็มีผู้เล่นในตลาดค่อนข้างจะเยอะแล้ว ดังนั้น บริษัทเลือกที่จะเข้ามาในประเภทอาหารแบบเจาะจง (Specialty) จะเห็นได้ว่าในประเทศญี่ปุ่นอาหารจะเจาะจงลงไปแบบใดแบบนึง โดยมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีเรื่องราว นอกเหนือจากความสดใหม่และคุณภาพของอาหารเท่านั้น บริษัทเห็นโอกาสทางการตลาด ซึ่งยังมีคนแข่งขันไม่เยอะถ้าเข้ามาในกลุ่มนี้ประกอบกับความเชี่ยวชาญในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารระดับต้นของประเทศ ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้ Concept ของเราประสบความสำเร็จ”
สำหรับอาหารญี่ปุ่นประเภทเส้น แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ราเมน และอุด้ง โดยราเมนมีแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว ทั้งตลาดระดับล่างและบน การเข้ามาของไมเนอร์จึงเลือกอุด้ง แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นที่คนรู้จักและทานกันขึ้นมาเป็นที่ไฮไลท์ โดยแบรนด์ The Stone ที่นำเสนอเส้นอุด้ง 3 รูปแบบในร้านเดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ได้แก่ Inaniwa Udon เส้นที่บาง รูปทรงแบน เรียบเนียน รับประทานง่าย, Sanuki Udon เส้นหนาปานกลาง รูปทรงเหลี่ยม เหนียวนุ่มพิเศษ และ Mochi Udon เส้นหนาพิเศษ เหนียวนุ่ม คล้ายโมจิ เป็นเส้นที่แบรนด์ได้มีการพัฒนาขึ้นมา เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์นี้ไม่มีที่ร้านอื่น
ส่วนในเรื่องของซุป The Stone ไม่หยุดแค่ซุปที่เสิร์ฟกับอุด้งแบบที่คุ้นเคยแต่กล้าฉีกกรอบ ด้วยการนำเสนอซุปสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ที่ไม่ค่อยถูกเสิร์ฟคู่กับอุด้งในตลาดเดิม ทั้งเมนู Non-Spicy ที่เน้นรสลุ่มลึก อบอุ่น และเมนู Spicy ที่จัดจ้าน ถูกปากคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทั้งสายคลาสสิกและสายกล้าลอง ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้ “อุด้ง” กลายเป็นเมนูที่สนุกและร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันผู้บริโภคมองหาร้านอาหารในระดับราคาที่เข้าถึงได้และทันสมัย The Stone จึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทุกเมนูในอาหารจานหลักสามารถเติมเครื่องเคียงได้ไม่อั้น ได้แก่ สลัดมันฝรั่ง สลัดข้าวโพด กิมจิ ผักโขมผัดน้ำมันงา โดยราคาเริ่มต้นสำหรับเซ็ทอุด้งอยู่ที่ 139 บาท นับว่าตอบโจทย์ความคุ้มค่า รวมถึงการกลับมาทานซ้ำได้บ่อยขึ้น “เราต้องการให้แบรนด์นี้เป็นพรีเมียมแมส โดยที่กลุ่มแมสยังสามารถมาสัมผัสประสบการณ์ได้ แต่ยังให้ความรู้สึกแบบพรีเมียมในเรื่องของอาหาร การบริการ และบรรยากาศของร้าน แบรนด์นี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งอาวุธที่ขยายออกไปได้ทั่วประเทศ มองโอกาสเปิดได้ถึง 100 สาขาภายใน 5 ปีขึ้นอยู่กับความสำเร็จของสาขาแรกว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีหรือเปล่า ยังไม่เห็นแบรนด์ไหนที่ทำอุด้งแบบชัดเจน ส่วนมากจะเป็นราเมน จึงมองว่าเป็นโอกาสของการเข้ามาในตลาดอาหารญี่ปุ่นของไมเนอร์ตอนนี้”
นายอนุพนธ์ ระบุอีกว่า ถามว่าทำไมเนอร์ไม่เข้ามาในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นก่อนหน้า ก็ต้องบอกว่าไม่อยากไปแข่งขันหรือไปชนกับคนที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งแบรนด์เหล่านั้นก็มีสาขาทั่วประเทศ และแน่นอนการแข่งขันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของราคาที่บริษัทไม่ค่อยอยากจะเล่นเรื่องสงครามราคา ถ้าย้อนกลับไปดูกันการเข้าตลาดของมาทำไมเนอร์วิธีของบริษัทคือการสร้างสินค้าให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากกว่าที่จะเล่นเรื่องของราคา ไม่อยากทำการตลาดเพื่อใช้ Pricing เป็นตัวนำ
The Stone ไม่ได้ตั้งใจเป็นแค่ร้านอุด้งอีกหนึ่งร้านแต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่พลิกภาพจำของอุด้งให้แตกต่างร้อนกว่า เดือดกว่า เท่กว่า และไม่เหมือนใครในตลาดอาหารญี่ปุ่น The Stone พร้อมแล้วที่จะกลายเป็นจุดหมายใหม่ของคนรักอาหารและผู้ที่มองหา “ความตื่นเต้น” บนโต๊ะอาหาร พร้อมเปิดให้บริการวันที่ 27 มีนาคม 2569 สาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

