
สงครามตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน และยังมีทีท่าจะรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อไปอีกนาน ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวและผันผวนตลอดเวลา ส่งผลกระทบไปยังทุกภาคส่วน ทั้งต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรม รวมไปถึงค่าครองชีพที่เพิ่มสูงลิ่ว ดังนั้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ นานาประเทศต่างก็หาแนวทางบริหารจัดการการใช้เชื้อเพลิงอย่างมั่นคง รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาประหยัดการใช้พลังงาน ยกตัวอย่างเช่น
เมียนมา นอกจากจะให้หน่วยงานราชการทำงานที่บ้านทุกวันพุธแล้ว ยังออกมาตรการใช้น้ำมันอย่างเข้มงวด เช่น กำหนดโควตาซื้อขายได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง กำหนดใช้รถวันคู่วันคี่ ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ปรับลดวันทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางส่วนเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และให้ทุกหน่วยงานลดการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงลง 10-20% รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระบบการเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน
เกาหลีใต้ กำหนดให้รถยนต์ราชการหยุดวิ่งสัปดาห์ละ 1 วันตามเลขทะเบียน การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส และเครื่องทำความร้อนไม่เกิน 18 องศาเซลเซียส รวมถึงการปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน และปรับเวลาเข้างานเพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีก พร้อมทั้งลดใช้พลาสติกหรือทรัพยากรเพื่อลดการใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต และการส่งเสริมการประชุมออนไลน์แทนการเดินทาง ทั้งยังขอความร่วมมือจาก 50 บริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงให้ลดการใช้พลังงานลง รวมไปถึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระยะเวลาอาบน้ำน้อยลง งดชาร์จโทรศัพท์และรถยนต์อีวีช่วงกลางคืน แล้วยังเตรียมเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และผ่อนปรนขอจำกัดของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เร่งขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว
นอกจากนี้ยังมี ปากีสถาน มาตรการรัดเข็มขัดเข้มงวด ลดการใช้รถยนต์ราชการลงถึง 60% พนักงานรัฐและเอกชน WFH 50% ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ และสั่งปิดไฟถนน/ป้ายไฟนีออน ศรีลังกา สั่งปิดไฟป้ายโฆษณาต่างๆ ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในหน่วยงานรัฐ และเพิ่มวันหยุดราชการ เยอรมนี จำกัดอุณหภูมิเครื่องทำความร้อนในอาคารสาธารณะไม่เกิน 19 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูหนาว และงดทำความร้อนในโถงทางเดิน สเปน บังคับให้ธุรกิจและร้านค้าลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และปิดประตูอัตโนมัติขณะเปิดฮีตเตอร์ และ ออสเตรเลีย (นิวเซาท์เวลส์) ขอความร่วมมือประชาชนงดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาเสี่ยง 18.00-20.00 น.
ในขณะที่ประเทศไทย นอกจากรัฐบาลจะระงับไม่ให้ข้าราชการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ส่งเสริมให้ทำงานที่บ้าน การเดินทางใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือคาร์พูลแล้ว ภาครัฐยังพยายามที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสำรองพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ รวมไปถึงการเดินหน้ายุทธศาสตร์รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ประเทศอยู่รอดด้วยมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”
เดินหน้า “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน โดย รองอธิบดี พัชรี จงรักษ์ ระบุว่า โครงการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศทั้งระบบ ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การเร่งขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง ให้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การปรับลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การกำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิดเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสูง การปรับอุณหภูมิระบบปรับอากาศ และการจัดทำแผนลดการใช้พลังงานในระยะ 1-3 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต
สำหรับภาคประชาชน มีมาตรการส่งเสริมการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป ในบ้านอยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
นอกจากนี้ในปี 2569 ยังเตรียมขยายผลมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มเติม ผ่านโครงการ Co-pay สำหรับการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง โดยภาครัฐสนับสนุน 20% สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุม และ 30% สำหรับโรงงานหรืออาคารนอกข่ายควบคุม วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 30,000 ตัน และกระตุ้นการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอุปกรณ์และระบบบริหารจัดการขนส่ง 20-30% วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 1.86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ

PEA-กฟผ.ชวนประหยัดไฟ
ในส่วนของพลังงานไฟฟ้านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ออกมารณรงค์ชวนประชาชนประหยัดการใช้พลังงาน อย่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) ขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน ผ่านมาตรการ “ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด” ซึ่งประกอบด้วย มาตรการ 5 ป. ได้แก่ 1.ปิด คือ ปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน, 2.ปรับ คือ ปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะการปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าประมาณ 10% รวมถึงหมั่นล้างแอร์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน, 3.ปลด คือ ปลดปลั๊กทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในรางปลั๊กเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย, 4.เปลี่ยน เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและประหยัดไฟยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีฉลากเบอร์ 5 และ 5.ปลูก ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงา ช่วยลดอุณหภูมิ และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
ด้าน กฟผ. เปิดตัว 4 แคมเปญ หนุนลดใช้พลังงานทั้งบ้าน และภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ด้วยกัน 4 แคมเปญ ประกอบด้วย 1.โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ โดยร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ มอบส่วนลดการล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง จำนวน 30,000 สิทธิ์ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่าย และยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศในภาคที่อยู่อาศัย ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม-23 พฤษภาคม 2569
2.กิจกรรมส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5 โดยร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) มอบส่วนลดสำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จำนวน 45 ผลิตภัณฑ์ จำนวน 15,000 สิทธิ์ ณ ห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม3.โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็น โดยร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย (TEMCA) ดำเนินการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง รวมถึงจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างเทคนิค
4. Energy Solutions สนับสนุน ENZY Platform เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐผ่านกลยุทธ์ วิเคราะห์-ปรับพฤติกรรม-ควบคุม เพื่อสร้างต้นแบบการลดการใช้ไฟฟ้าที่วัดผลได้จริง และต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลในอนาคต โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลที่สนใจสามารถสมัครและส่งใบเสร็จค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน (เดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายนของปี 2568) ร่วมสมัครได้ที่ http://energysolutions.egat.co.th/ ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2569 ซึ่ง กฟผ.จะคัดเลือกหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข โดยมีเป้าหมายดำเนินการนำร่องจำนวน 5 แห่ง
“ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย” ช่วยประหยัดพลังงาน
อย่างไรก็ตาม น้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรม เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์โลกที่ผันผวน ท่ามกลางค่าครองชีพที่รัดตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เพียงเล็กน้อยจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ประหยัดเงินได้ และเพื่อช่วยให้การเดินทางไปหาคนที่คุณรักราบรื่นและประหยัดน้ำมัน ที่ทำได้ทันที อาทิ
1.ฟิตรถให้พร้อม ลดโหลดที่ไม่จำเป็น ก่อนล้อหมุนอย่าลืมเช็กสภาพเครื่องยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจดูไส้กรองอากาศ เพราะเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 5-10% ที่สำคัญ “อย่าแบกบ้านไปทั้งหลัง” ของใช้ที่ไม่จำเป็นในท้ายรถควรเอาออก เพราะการลดน้ำหนักรถช่วยลดภาระการเผาผลาญน้ำมันได้โดยตรง เพราะการนำของหนัก 10 กิโลกรัมออกจากรถ จะช่วยประหยัดน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% ในทุกๆ ระยะทาง 100 กิโลเมตร
2.เปิดแอร์รถยนต์แต่พอดี แดดเมืองไทยอาจจะร้อน แต่การปรับอุณหภูมิแอร์ให้อยู่ที่ 25-26 องศาเซลเซียส นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ช็อกเมื่อลงจากรถแล้ว ยังช่วยลดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ ช่วยเซฟน้ำมันได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับการเร่งแอร์จนเย็นจัด
3.วางแผนหนี “นรกการจราจร” การจอดรถแช่นิ่งๆ ท่ามกลางรถติดคือการ “เผาเงินทิ้ง” โดยเปล่าประโยชน์ ควรใช้เทคโนโลยีอย่าง Google Maps เพื่อเช็กเส้นทางเลี่ยง หรือวางแผนออกเดินทางในช่วงเวลาที่คนไม่หนาแน่น เพื่อให้รถวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง เพราะรถติด 1 ชั่วโมง เผาน้ำมันทิ้งเปล่าๆ ประมาณ 1.5-2 ลิตร (คิดเป็นเงินประมาณ 80-90 บาท) การใช้แอปนำทางเพื่อเลี่ยงรถติดเพียง 30 นาที จึงเท่ากับคุณได้ค่ากาแฟฟรีๆ 1 แก้วทันที
4.รักษาความเร็วคงที่ ประมาณ 90 กม./ชม. แทนที่จะขับ 110 กม./ชม. ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 15-20% ซึ่งหมายความว่าในระยะทาง 500 กิโลเมตร คุณอาจเซฟเงินค่าเติมน้ำมันได้ถึง 200-300 บาท และหากเลี่ยงการเหยียบคันเร่งกระชากหรือเบรกกะทันหัน ก็จะเพิ่มการประหยัดน้ำมันและช่วยลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน
ทั้งนี้ การเดินทางไกลในระยะทาง 500 กม. แล้วทำตามคำแนะนำจนประหยัดน้ำมันได้ 15% คิดเป็นเงินประมาณ 300-500 บาท และหากทุกคนวางแผนเส้นทางเพื่อลดเวลาบนถนนลงเพียงคนละ 30 นาที จะช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันทิ้งและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วย
และนอกจากวิธีการประหยัดน้ำมันแล้ว พลังแห่งการรวมใจก็มีส่วนช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน เพียง “แค่เราปรับ ประเทศเปลี่ยน” หากรถยนต์ที่วิ่งออกต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ที่มีจำนวนมหาศาล ร่วมใจกันประหยัดน้ำมัน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง คำนวณกันง่ายๆ จากสถิติรถยนต์ที่เดินทางในช่วงเทศกาล มีรถเดินทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ และวิ่งข้ามจังหวัดรวมกว่า 7,000,000 คัน (ที่มา: กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง)
หากทุกคนประหยัดน้ำมันได้เพียง “1 ลิตร” เราจะช่วยประเทศประหยัดน้ำมันรวมกันได้ถึง 7,000,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าเงินที่หมุนเวียนกลับมาอยู่ในกระเป๋าประชาชนรวมกว่า 280,000,000 บาท (คำนวณที่ราคาน้ำมันเฉลี่ย 40 บาท/ลิตร) จำนวนเงินกว่า 280 ล้านบาทนี้ แทนที่จะต้องจ่ายออกไปเพื่อนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ จะถูกเปลี่ยนมาเป็นเงินค่าอาหารมื้อพิเศษ เงินทำบุญ หรือเงินทุนการศึกษาให้ลูกหลานได้ “ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยของผู้ขับขี่รถ “หนึ่งคัน” อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกัน “หลายๆ ล้านคัน” มันคือแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ช่วยบรรเทาทั้งค่าใช้จ่ายของตัวเอง และยังมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่ออย่างมั่นคงได้อีกด้วย”
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ภายนอก อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและการขาดแคลนได้ตลอดเวลา ดังนั้นการประหยัดจึงเป็นหนทางที่เราทุกคนต้องช่วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดีอี'ยันข่าวจริงอนุมัติเพิ่มเงินบัตรคนจน เป็น 400 บาท
ดีอี ยันข่าวจริง "อนุมัติเพิ่มเงินบัตรคนจน เป็น 400 บาท เริ่ม 13 เม.ย.-12 พ.ค. 69" ขอเลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลทางการเท่านั้น
'วราวุธ' สั่งลุยเพิ่มรายการสินค้ามาตรฐานประหยัดพลังงาน 40 รายการช่วยประชาชน
จัดเต็ม! กระทรวงอุตสาหกรรม กางแผนฝ่าวิกฤต ดันพลังงานสะอาด สมอ.จ่อเพิ่ม 40 สินค้าประหยัดไฟ ลดภาระประชาชน
'รบ.อนุทิน'ก้าวข้ามการเมือง สู่วิกฤตรับมือ'ยุคน้ำมันแพง'
หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.เสร็จสิ้น รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.1) ได้สถานะ อำนาจเต็ม อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยตัวเลข สส.พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง ผนวกกับพรรคร่วมจนรวมเป็น 292 เสียง
รัฐบาลฟิตจัด เร่งกม.ค้างท่อ ‘24ฉบับ’ไปต่อ
ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค.ภายใน 24 เม.ย.69 ก่อนเสนอ ครม. ร้องขอรัฐสภาพิจารณาต่อไป

