รมว. อุตสาหกรรม จ่อถกเวิลด์แบงก์ เตรียมแผนตั้งกองทุนแสนล้านอุ้ม SME

รมว.อุตสาหกรรม จ่อถกเวิลด์แบงก์ เตรียมแผนตั้ง ‘กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม’ วงเงินแสนล้านบาท จับตาประชุมบอร์ดบีโอไอ รื้อเงื่อนไขลงทุนใหม่เอาแต่อุตสาหกรรมที่ไทยได้ประโยชน์เท่านั้น พร้อมเดินหน้าพลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ผ่าน 4 เสาหลัก

22 เม.ย. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังมอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการว่า กระทรวงมีแผนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม วงเงินประมาณแสนล้านบาท แต่จะทยอยทำเป็นเฟส โดยรูปแบบของกองทุนจะดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้เตรียมหารือกับทางธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เป็นรายแรก เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้เงินทุนและคำแนะนำทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา

“เรามีสเป๊กที่อยากให้ดึงมาร่วมทุนอยู่แล้ว อยากได้บริษัทเอกชนที่เก่ง มีเงินทุน เพื่อมาช่วยซัพพอร์ตอุตสาหกรรม จะเป็นเอกชนไทยหรือต่างชาติก็ได้ แต่ต้องมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย”นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณารายละเอียดไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต้องการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมในอนาคต และปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เป็นต้น

ขณะเดียวกันในวันที่ 23 เม.ย. 2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยจะมีการหารือถึงเงื่อนไขใหม่ในการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขที่เข้มขึ้น ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยได้ประโยชน์ที่สุด เนื่องจากบางอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนแล้วไม่ใช้ซัพพลายเชนในประเทศเลย หรือไม่มีการจ้างงานในประเทศ

“อย่างกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เราไม่ได้ว่าจะไม่เอา แต่ถ้าเขาใช้ PCB เราทำไมเราจะไม่เอาเราก็ต้องเอา เราต้องมาคุยกันว่าดึงเข้ามาแล้วเราได้อะไรบ้าง มีการจ้างงานไหม มากขนาดไหน ใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างไร บางอุตสาหกรรมเข้ามาใช้ Local Content 80% 100% ทำไมเราจะไม่เอา แบบนี้เราเอาอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมาคุยกับท่านเอกนิติ ในที่ประชุมบอร์ดบีโอไอก่อนว่าจะต้องมาปรับแก้เงื่อนไขอย่างไรได้บ้างเพราะสิ่งที่เราได้ไม่คุ้มกับที่เราเสีย ด้วยเงื่อนไขของบีโอไอเราต้องมาดูว่าตั้งมาตั้งแต่ปีไหน ระเบียบเป็นอย่างไร บางอย่างมีมาตั้งแต่พ่อผมเป็นรัฐมนตรี”นายวราวุธ กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายภาคอุตสาหกรรม จะยึดหลักการ “ONE MIND” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสาร และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการ ผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) เพื่อต้องการพลิกโฉมกระทรวง โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่ เสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน

ส่วนเสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่กระทรวงอุตสาหกรรม เป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรในพื้นที่ชุมชน พร้อมสร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี

นอกจากนี้ ยังมีแผนผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ New Engine ที่จะผลักดันให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ครอบคลุม เกษตรและอาหาร จะเปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารทางการแพทย์ (Medical Food Hub) ของเอเชีย เช่นเดียวกับสมุนไพรและสุขภาพ ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เจาะตลาดสุขภาพทั่วโลก

ส่วนหัตถกรรมอัจฉริยะ จะผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยี จะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก สุดท้ายอุตสาหกรรมสีเขียวเร่งสร้างระบบนิเวศ ของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และระบบซื้อขายคาร์บอน

สำหรับเสาที่ 3 Legal Reform ที่เรียกว่าราชการทันใจ เป้าหมายคือจะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD โดยมีกฎหมาย 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ เบื้องต้นจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง ให้ประชุมทุกสัปดาห์ และรายงานความก้าวหน้าให้รัฐมนตรี และที่ประชุมผู้บริหารของกระทรวงทุกเดือน

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ สมุดพกคาร์บอนของแต่ละโรงงาน โดยจะร่วมองค์การจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาการควบคุมมลพิษผ่านระบบ CEMS ตรวจวัดจากปล่องแบบเรียลไทม์ การสนับสนุนโซลาร์รูปทอปชุมชน การส่งเสริมการผลิตสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มเปราะบางเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของเอสเอ็มอี

สุดท้าย Minister’s Passion คือโจทย์สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอิสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ส่วนกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (สภาพัฒน์ฯ) และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมผลักดัน กองทุนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้เอสเอ็มอี รวมทั้งการรีสกิล และอับสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ

เพิ่มเพื่อน