
‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจไทย Q1/69 ยังขยายตัว อานิสงส์ส่งออกโต 17.8% ช่วยหนุน พร้อมคาดแนวโน้มข้างหน้ามีสัญญาณชะลอตัว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง-ดีมานด์โลก ยืนยันเศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลภาวะ Stagflation
30 เม.ย. 2569 – นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวจากไตรมาสก่อน จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ขยายตัวที่ 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น จากผลของมาตรการภาครัฐ แม้เดือน มี.ค. จะมีผลกระทบจากตะวันออกกลางเข้ามา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง จากกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 9.3 ล้านคน ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น จากผลของการปรับลดเที่ยวบินและทำให้วันพักในไทยเพิ่มขึ้นชั่วคราว ด้านการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในเดือน มี.ค. โดยรวมแล้วผลกระทบจากตะวันออกกลาง กระทบส่วนที่เกี่ยวกับพลังงานและการขนส่ง การเดินทางที่หยุดชะงักจากการปิดช่องแคบ แต่โดยรวม เศรษฐกิจยังทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการส่งออกในเดือนมี.ค.ขยายตัว 19.3% และการนำเข้า ขยายตัว 37.2% ขณะที่การท่องเที่ยวในเดือน มี.ค.อยู่ที่ 2.8 ล้านคน และการบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 3.6% โดยการบริโภคภาคเอกชนลดลง โดยเฉพาะหมวดโรงแรมและร้านอาหาร แม้หมวดน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งขึ้นบ้างจากความกังวลด้านราคา ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลง
“จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน มี.ค. ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกและยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 27% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของไทย จากข้อจำกัดด้านตะวันออกกลาง และเดือนนี้นักท่องเที่ยวจีน ก็ปรับลดลงจากที่เร่งก่อนหน้าที่มีตรุษจีน ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้น หลังจากสิ้นสุดเดือน รอมฎอน” นางปราณี กล่าว
ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตามการผลิตน้ำตาลเป็นหลัก โดยกผลกระทบจากสงครามยังจำกัด ขณะที่ภาคบริการปรับลดลงจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบ 0.54% ขณะที่เดือน มี.ค. ติดลบ 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเป็นหลัก ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสแรกอยู่ที่ 0.58% และ ในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.57% สะท้อนการส่งผ่านราคาที่ยังจำกัดด แม้ราคาอุปกรณ์ทำความสะอาดและค่าโดยสารเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ต่ออุปสงค์ต่างประเทศทั้งการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศ จากการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค โดยระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2.ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ 4.การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
“มองว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ชะลอลงหากเทียบกับไตรมาส 4/2568 ส่วนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังขยายตัวได้ แต่อาจจะไม่สูงเท่าไตรมาส 4/2568 โดยยังคงต้องติดตามพัฒนาการความยืดเยื้อและความรุนแรงของสงคราม หากจบได้เร็ว จะทำให้เศรษฐกิจดีกว่าคาด” นางปราณี กล่าว
นางปราณี ยืนยันว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทย ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจากตามหลักเศรษฐศาสตร์ ภาวะดังกล่าวต้องประกอบด้วย 2 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจขยายตัวต่ำหรือหยุดชะงักเป็นเวลานาน และ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยมักเกิดจากการที่ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง แม้แรงกดดันด้านต้นทุนจากฝั่งอุปทาน (Supply shock) จะคลี่คลายลงแล้ว โดยจากการประเมินล่าสุด ยังไม่พบสัญญาณดังกล่าวในเศรษฐกิจไทย โดยอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 มีแนวโน้มเร่งขึ้นชั่วคราวอยู่ในกรอบ 3–4% ก่อนจะเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 2.9% และไม่ได้เร่งตัวต่อเนื่องในปี 2570 ซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ราว 1.5%
อย่างไรก็ดี ธปท. จะยังคงติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะ Stagflation อย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของไทยยังไม่น่าเป็นกังวล

