
‘สิริพงศ์’ ย้ำไม่ย้ายหมอชิต 2 เล็งของบฯ ปี70 กว่า 351 ล้านบาท ปรับปรุงอาคาร-ระบบแอร์ พร้อมศึกษาเชื่อมสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สั่ง บขส.เปลี่ยนรถโดยสารเป็น EV เปิดทางเอกชนร่วมเดินรถบางเส้นทางผ่านประมูลโปร่งใส คุมเข้มรถตู้-มินิบัสติดป้ายราคา ออกใบเสร็จทุกเที่ยว
7 พ.ค.2569-นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หรือ BKS ว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 มีมติอนุมัติตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงคมนาคม สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดย บขส. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือสถานีหมอชิต 2 ระยะเวลาดำเนินการปี 2570-2572 วงเงินรวม 3,505.6341 ล้านบาทนั้น
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 บขส.ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณ วงเงินประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารสถานีหมอชิต 2 และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศภายในสถานีที่ชำรุดจำนวนมาก รวมถึงการศึกษาออกแบบปรับปรุงอาคารและพื้นที่โดยรอบ ใช้งบประมาณศึกษากว่า 20 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานีขนส่งหมอชิต 2 กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์อย่างไร้รอยต่อ หรือเชื่อมต่อ “ล้อ-ราง” ซึ่งปัจจุบันมีระยะห่างประมาณ 1.5 กิโลเมตร (กม.)
สำหรับแนวทางของกระทรวงคมนาคมในขณะนี้ ยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายย้ายสถานีหมอชิต 2 ออกจากพื้นที่เดิม แต่ต้องการให้มีการศึกษารูปแบบการเชื่อมต่อกับระบบรางให้ชัดเจนก่อน เบื้องต้นอาจจะสร้างทางเดินเชื่อม รถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) หรือการปรับขยายอาคารเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดต้องรอผลการศึกษาและการออกแบบก่อนตัดสินใจดำเนินการในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม มีเป้าหมายจะดำเนินการเชื่อมต่อดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2571
“นโยบายของกระทรวงคมนาคมคือทำให้ระบบขนส่งทางล้อและทางรางเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว ประชาชนสามารถลงรถทัวร์แล้วต่อรถไฟได้สะดวก หรือเดินทางจากรถไฟมาต่อรถโดยสารได้ง่ายขึ้น ไม่ได้มีแนวคิดย้ายสถานีออกไปสร้างใหม่ทั้งหมด แต่ต้องดูว่าปรับปรุงพื้นที่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้หรือไม่” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ยังได้มอบนโยบายให้ บขส. เร่งยกระดับปรับปรุงคุณภาพรถโดยสารและการให้บริการ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนรถโดยสารเก่าเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจมีการเปลี่ยนรถประมาณ 157 คัน แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของเส้นทาง สถานีชาร์จ และความคุ้มค่าทางธุรกิจก่อน
“ส่วน บขส. จะเข้าร่วมโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ หรือไม่นั้น หากสนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องไปหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก่อนจะเสนอไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุก แท็กซี่ รถมินิบัส รถจักรยานยนต์สาธารณะ และรถตุ๊กตุ๊ก เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานสะอาด”นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ บขส.ไปศึกษาว่า เส้นทางใดที่ บขส.ไม่ประสงค์จะเดินรถเอง ก็สามารถเปิดให้เอกชนเข้าร่วมได้ โดยจะใช้วิธีเปิดประมูลแข่งขันอย่างโปร่งใส เนื่องจากขณะนี้ พบว่า มีภาคเอกชนหลายรายสนใจขอเข้ามาเดินรถในบางเส้นทาง พร้อมทบทวนเส้นทางที่ผู้ประกอบการเดิมถือใบอนุญาตอยู่ หากหมดอายุแล้วไม่มีแผนพัฒนาคุณภาพบริการ ก็อาจต้องนำมาพิจารณาใหม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่ได้มีเป้าหมายจะยกเลิกผู้ประกอบการรายใด แต่ต้องการยกระดับคุณภาพบริการให้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดจัดระเบียบรถโดยสารขนาดเล็ก (รถตู้ และรถมินิบัส) ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกับ บขส. เพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น หลังพบปัญหาการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด โดยจะให้ ขบ. และ บขส. ร่วมกำหนดมาตรฐานราคาเดียวกัน พร้อมกำหนดให้ติดป้ายราคาอย่างชัดเจนและออกใบเสร็จทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงแนวทางสร้างรายได้เพิ่มเติมของ บขส. นอกเหนือจากธุรกิจเดินรถว่า บขส. คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผลการดำเนินงานขาดทุนประมาณ 140 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 212 ล้านบาท จึงได้มอบนโยบายให้ปรับปรุงการบริหารทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ในหลายพื้นที่ รวมถึงทบทวนบทบาทของ บขส.ในอนาคตว่า จะดำเนินบทบาทเป็นทั้งผู้ประกอบการเดินรถและผู้กำกับดูแลในรูปแบบใด เพื่อให้การแข่งขันกับภาคเอกชนเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น กรณีเส้นทางที่ บขส.เดินรถแข่งขันกับเอกชน จะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากเอกชน เพื่อไม่ให้ บขส.ได้เปรียบในฐานะผู้กำกับดูแล แต่หากเป็นเส้นทางที่ บขส.ไม่ได้เดินรถเอง และเปิดให้เอกชนดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ก็อาจมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขาดทุนของ.บขส. ต้องเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งการให้บริการของ.บขส. ก็มาจากส่วนหนึ่งที่ บขส. จะต้องจ่ายอุดหนุนค่าโดยสารให้กับกลุ่มเปราะบางกว่าปีละ 60ล้านบาท ดังนั้นตนจะหาวิธีการในการจัดสรรงบประมาณ มาสนับสนุน บขส. เพื่อลดการขาดทุน เนื่องจสกส่วนดังกล่าวถือเป็นการบริการของ บขส. เพื่อประโยชน์สาธารณะในการเดินทาง ซึ่งงบประมาณ ที่จะนำมาอุดหนุนอาจะเป็นในปี2571 เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้น และราคาพลังงานที่กดทับต้นทุนของแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงร้านค้ารายย่อยในชุมชน

