เด็กในศูนย์ผู้ลี้ภัยเศร้า สพป.ตากไม่หนุนให้เรียนข้างค่าย ออกประกาศกดดัน 19 รร.ขู่เรียกคืนเงินอุดหนุน-ทำ 13 หนูน้อยเคว้งถูกออกกลางคัน-นักกฎหมายชี้ขัดรัฐธรรมนูญและพรบ.การศึกษา ส่งจดหมายถึง รมว.ศธ.-กสม.-สมช.-มท.ขอให้คุ้มครองสิทธิการศึกษาเด็ก
14 สิงหาคม 2569 - นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายการทํางานเพื่อจัดการสิทธิอันจําเป็นของผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมทั้งส่งต่อไปยัง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดตากและผู้อำนวยการสำนักบริหารเหล่ากาชาด เพื่อเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หนีภัยการสู้รบในจังหวัดตาก ทั้ง 13 คน ที่ถูกปฏิเสธสิทธิและบังคับให้ออกจากโรงเรียนกลางคันจากมาตรการเรียกคืนเงินอุดหนุนรายหัวของ สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา)ตาก เขต 2 ซึ่งได้ออกคำสั่งถึงผู้อำนวยการโรงเรียนใต้สังกัดทั้งหมด 19 แห่ง ทำให้ในปัจจุบันมีเด็กนักเรียนทั้งหมด 13 คน ถูกพักการเรียนและกว่า 40 คนอยู่ระหว่างตรวจสอบและอาจมีคำสั่งพักการเรียนตามมา
ดร.บงกช นภาอัมพร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สพป. ตาก เขต 2 ออกประกาศและหนังสือสั่งการ เรื่อง การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการรับนักเรียนกรณีสถานะบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขัดแย้งกับกฎหมายหลักและนโยบาย “Education for All” ที่มุ่งเน้นการรับเด็กทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยไม่คำนึงถึงสถานะตามกฎหมาย โดยมีการแนบรายชื่อเด็กนักเรียนจำนวน 46 คน พร้อมเลขประจำตัว 13 หลักที่ระบุว่าเกิดในศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศพม่า ส่งไปยังโรงเรียน 19 แห่งในพื้นที่อำเภอแม่ระมาด ท่าสองยาง แม่สอด พบพระ อุ้มผาง
“ทางสพป.แจ้งว่า หากตรวจพบว่าโรงเรียนยังรับเด็กกลุ่มนี้อยู่ จะต้องทำเรื่องคืนเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ซึ่งเป็นการกดดันให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องให้เด็กออกจากสถานศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางวินัยและการเงิน การที่ สพป. ตาก เขต 2 ออกประกาศห้ามรับเด็กกลุ่มนี้และเรียกเงินอุดหนุนคืน ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายภายใน (รัฐธรรมนูญและ พรบ. การศึกษา) ที่ระบุว่ารัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กทุกคน และขัดต่อหลักการผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก (Best Interest of the Child) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ อยากให้รัฐบาลไทยคิดให้ดีๆ ว่าทำแบบนี้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทยมากกว่ากัน” ดร.บงกช ระบุ
ดร.บงกช กล่าวว่า ประกาศของ สพป.ตาก เขต 2 ไม่สามารถมีผลบังคับข้ามหรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญกฎหมายแม่บท และประกาศกระทรวงศึกษาธิการได้ สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องทำให้ชัดเจนก็คือ จะเอาอย่างไรกันแน่ อย่าปล่อยให้หน่วยงานในพื้นที่ต้องมาตีความหรือขัดแย้งกันเองแบบนี้ เพราะโรงเรียนเองก็เห็นใจเด็กและอยากให้เด็กได้เรียนต่อ ไม่ได้อยากปฏิเสธเด็ก แต่เมื่อ สพป.ตาก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลในพื้นที่บอกว่าไม่สามารถรับเด็กได้ โรงเรียนก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐต้องทำให้เรื่องนี้ชัดเจนไปเลยว่า ถ้าจะประกาศว่าเด็กกลุ่มนี้รับเข้าเรียนไม่ได้ ก็ต้องประกาศให้ชัดเจน และต้องบอกด้วยว่าจะจัดการศึกษาให้เด็กเหล่านี้ต่ออย่างไร ส่วนเด็กที่ถูกนำออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว จะมีมาตรการชดเชยหรือเยียวยาอย่างไร และจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้ยังได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนยืนยันว่า หากมีการทุจริตในการนำชื่อเด็กเข้าสู่ระบบเพื่อเบิกเงินอุดหนุน รัฐควรจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด แต่ต้องไม่ใช้มาตรการที่กระทบต่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กอย่างเด็ดขาด แม้จะมีนโยบาย Education for All แต่ในทางปฏิบัติ
"การที่เด็กเรียนมาจนถึง ม.1 หรือเรียนมาแล้ว 6 ปี วันดีคืนดีครูมาบอกว่าไม่ต้องมาเรียนแล้ว มันคือความโหดร้ายและเป็นการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทย” ดร.บงกชกล่าว
ขณะที่นางซูซูมู(นามสมมุติ) หนึ่งในผู้ปกครองของเด็กที่ถูกพักการเรียนให้สัมภาษณ์ว่า “เด็กๆไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยโรงเรียนมีคำสั่งให้พักการศึกษาหลังจากที่เด็กๆเพิ่งเข้าเรียนม.1 ได้แค่ 2 เดือน โรงเรียนแจ้งกับผู้ปกครองว่ามีคำสั่งจากเบื้องบน ทำให้น้องต้องพักการเรียนไปก่อน เพราะมีคำสั่งมา โรงเรียนทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามคำสั่งนั้น”
นางซูซูมูกล่าวว่า ทางโรงเรียนที่มีรายชื่อของเด็กๆ มีสูติบัตร ที่เกิดอยู่ในค่ายลี้ภัย รวมทั้งสิ้น 46 คน จาก 19 โรงเรียน แต่ในขณะนี้มีเด็ก 13 คน ที่ถูกพักการเรียนไปแล้ว รายชื่อที่เหลืออยู่ในระหว่างตรวจสอบและอาจมีคำสั่งพักการเรียนตามมาในเร็วๆนี้ โดยเด็กทั้ง 13 คน ต้องกลับไปศึกษาต่อในพื้นที่ศูนย์พักพิง ซึ่งมีการเรียนคนละระบบกัน วุฒิการศึกษาก็ไม่สามารถใช้ข้างนอกค่ายได้เลย ส่วนใหญ่โรงเรียนจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เด็กๆในค่ายพูดภาษาไทยไม่ได้ เวลาไปทำงานก็จะปรับตัวกับสังคมไทยได้ยาก ผู้ปกครองจึงกังวลใจกับอนาคตของลูกๆ และหวังว่าเด็กๆจะออกมาเรียนข้างนอกได้
“อยากให้เด็กๆได้กลับมาเรียนต่อ ไม่รู้ว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร สงสารเด็กๆ ลูกสาวของดิฉัน ถูกปฏิเสธการรับเข้าเรียนตั้งแต่แรก โรงเรียนให้เหตุผลว่า เพราะเป็นเด็กที่มีสูติบัตรเกิดในค่ายเลยรับเข้าไม่ได้ ทำให้ลูกไม่มีสิทธิที่จะรับการศึกษาจากรัฐไทย และต้องเรียนโรงเรียนในค่ายเท่านั้น ในฐานะผู้ปกครองรู้สึกเศร้าใจมาก กังวลใจกับอนาคตของลูก และคิดว่าอยากให้ลูกได้รับการศึกษาตามสิทธิที่เด็กๆทุกคนพึงมี พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาเรื่องนี้อีกรอบ และให้โอกาสเด็กๆทุกคนกลับไปเรียน” ผู้ปกครองรายนี้กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หมอวีระพันธ์’ ชวนประชาชนร่วมบริจาค ช่วย รพ.อุ้มผาง หลังวิกฤตขาดงบประมาณหนัก
"สว.หมอวีระพันธ์" รุดช่วย รพ.อุ้มผาง หลังวิกฤตขาดงบประมาณหนัก ชวนประชาชนร่วมบริจาคต่อลมหายใจระบบสาธารณสุขชายแดน
เผยเหตุชายแดน จ.ตาก ขาดแคลนน้ำมันหนัก ชาวบ้านตามประกบรถน้ำมันหวังได้เติมที่ปั๊ม แต่กลับขนไปส่งออก
"ชัยวุฒิ" เผยเหตุ 5 อำเภอชายแดนตากขาดแคลนน้ำมันหนักแม้แต่รถอีแต๊กอีแต๋นยังต้องเติม “ไฮพาวเวอร์” ลิตรละกว่า 40 บาท ขณะที่ชาวบ้านตามประกบรถน้ำมันหวังได้เติมที่ปั๊มแต่กลับขนไปท่าข้ามเตรียมส่งออก
ปั๊มแม่สอดประเดิมกลับสู่ปกติ! ไร้คนต่อคิว-น้ำมันมีทุกชนิด
ปั๊มน้ำมันที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด. จ.ตาก เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ ประชาชนเดินทางมาเติมน้ำมันโดยไม่มีการต่อคิวยาว
รมว.กลาโหมยันไทยจับตาสถานการณ์ฝั่งเมียนมาตลอด
'บิ๊กเล็ก' ชี้ปิดชายแดนเมียนมา จ.ตาก หลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ฝั่งไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ประมาทเตรียมพร้อมตลอด
วิจารณ์ขรม! นายจ้างพบปัญหาอื้อ ติดต่อแรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา แต่นายหน้าเข้าถึงง่าย
พบปัญหาอื้อ-จ้างแรงงานในค่ายผู้ลี้ภัย นายจ้างสีขาวแนะตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาต้นถึงปลายน้ำ เผยนายหน้าเข้าไปขนแรงงานแล้ว

