ไทยออยล์ เผย Q1/69 ทำกำไรได้ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิ ห่วงพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต ย้ำ Q2 สถานการณ์ยังน่ากังวล พร้อมเปิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และแผนบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
11 พ.ค. 1569 - นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต
ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่าสำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้ ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น , ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท และยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ขณะที่ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
"การลดกำลังการผลิต ท่ามกลางความผันผวน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกน้ำมันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย และการขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี"นายพงษ์พันธุ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบภายใต้บทบาทการเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเต็มความสามารถ โดยดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง
ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมัน หากราคาน้ำมันมีการปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง
นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC
ไทยออยล์ ย้ำพันธกิจ “สร้างเสถียรภาพพลังงานของประเทศ” และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความ ผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
OR โชว์ไตรมาสแรก 2569 มีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท
OR เผยไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% จากไตรมาสก่อน และมี EBITDA 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.8% จากไตรมาสก่อน พร้อมเดินหน้าขยาย OR Ecosystem และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจ่อปรับขึ้นราคา3-5% เริ่มพ.ค.นี้
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ชี้ Q2/69 เข้าสู่โหมด เฝ้าระวัง สงครามยืดเยื้อ รับมือต้นทุนพุ่ง คงมาตรฐานเดิม เผยสมาชิกเริ่มปรับราคาตามต้นทุนจริง3-5%คาดเริ่ม พ.ค.นี้ พร้อมเตรียมชงรัฐบาลขยายเพดานลดหย่อนภาษี สร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง จาก 100,000 แสนบาท เป็น 500,000 แสนบาท เชื่อมั่นกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้าน

