‘เอกนิติ’ ปลื้มQ1ลงทุนจริงโตพรวด2.6แสนล้าน ชูยุทธศาส5Tปั้นอุตฯไทยดันจีดีพีพุ่ง3%ใน1-2ปี

‘เอกนิติ’ ปลื้มไตรมาส 1/69 ตัวเลขลงทุน-FDI โตพรวด 18% คิดเป็นวงเงิน 2.6 แสนล้านบาท พร้อมชูยุทธศาสตร์ 5T ปลุกอุตสาหกรรมไทยโตแข็งแกร่ง หวังดันจีดีพี 1-2 ปี พุ่งแตะ 3%พลัส

13 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในพิธีเปิดงาน ‘ซับคอนไทยแลนด์ อินเตอร์แมค และพลาสติกแอนด์รับเบอร์ไทยแลนด์ 2026’ ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ยังได้รับปัจจัยหนุนมาจากการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ช่วยส่งเสริมการเติบโต โดยจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็นการลงทุนจริงในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวถึง 18% คิดเป็นวงเงินราว 2.6 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสและก้าวข้ามสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ดีมาก การเร่งปลดล็อกกฎ กติกาผ่านโครงการ Thailand FastPass ทำให้เห็นชัดเจนว่าการลงทุนจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในระยะต่อไปได้

ทั้งนี้ มองว่าไทยยังต้องมีการปลดล็อกกฎ กติกาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริงอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งการเร่งดำเนินการตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ให้การเติบโตเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 3+ ได้อย่างที่ตั้งใจ ในระยะ 1-2 ปีหลังจากนี้ได้อย่างแน่นอน โดยการลงทุนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการลงทุนผ่านบีโอไอ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25-30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกกฎ กติกาที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีศักยภาพ และจะมีการติดตามผลทุกไตรมาส

“ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 อาจจะต้องรอจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แต่ตัวเลขการลงทุนจากบีโอไอ เห็นชัดแล้วว่าโตถึง 18% ตรงนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย จากการที่โลกตอนนี้ปั่นป่วน ดังนั้นทุกคนต้องการหาที่ปลอดภัย เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพราะความไม่แน่นอนวันนี้จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงจริงและรุนแรง จนมากระทบบริบททางเศรษฐกิจโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อคว้าโอกาสไปสู่การเติบโตในระยะต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจคว้าโอกาสจากเทรนด์การลงทุนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อให้กับธุรกิจและเอสเอ็มอีไทย ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. เทรนด์เรื่องดิจิทัลและ AI โดยภาครัฐต้องปรับ และภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน ด้วยการดึงดิจิทัลและ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพและทรานฟอร์มองค์กร 2. การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นสิ่งที่ต้องทำ และไม่มีทางเลือก แต่นี่จะเป็นทางรอดที่ชัดเจน เนื่องจากราคาพลังงานบีบให้ธุรกิจต้องไปสู่การเปลี่ยนผ่าน และมั่นใจว่าในอีกระยะจากนี้จะไม่ได้เห็นราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำแน่นอน ดังนั้นเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น การปรับตัว จึงถือเป็นโอกาสเดียวของวิกฤตครั้งนี้

“หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นวิวาทะทางการเมือง โดยมองว่าทำไมไม่รอ ผมบอกได้ว่าเรื่องนี้มันรอไม่ได้ นี่คือความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก ถ้าราคาน้ำมันยังเป็นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ เมื่อราคาน้ำมันพลังงานพุ่งปรี๊ดอีกครั้ง จะยิ่งกระแทกเราหนักกว่าเดิม ผมไม่อยากให้พูดว่าเรื่องนี้เป็นวิวาทะทางการเมือง เพราะทุกอย่างมันรอไม่ได้ เอกชนก็รอไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทั้งรัฐและเอกชนต้องช่วยกันในการเปลี่ยนผ่านให้ประเทศไทยไปสู่พลังงานสะอาด” นายเอกนิติ ระบุ

3. โครงสร้างประชากร เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังแรงงานน้อย ทำให้อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องแรงงานตกงานน้อยกว่าประเทศอื่นจากแรงกดดันของ AI และปัญหาสงครามตะวันออกกลาง แต่ไม่ใช่ว่าไทยจะรอดจากปัญหาแรงงานตกงานไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือการลงทุนในคน ด้วยการดึงดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยทำให้แรงงานของไทยเก่งขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยอาจจะต้องทำควบคู่การลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านได้เร็ว

“สุดท้ายภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อคว้าโอกาส เราต้องทำทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางเลือกเราจึงจะชนะ คิดว่าวันนี้หลักที่ใช้ในการทำงานในปัจจุบัน ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจผ่านทั้งบีโอไอ สภาพัฒน์ และกระทรวงการคลัง ผ่านนโยบาย 5T คือ มุ่งเป้า (Targeted), การเปลี่ยนผ่าน (Transition), การปฏิรูป (Transform), ความโปร่งใส (Transparency) และการมีส่วนร่วม (Together) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านการลงทุน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในระยะต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง