'แลนด์บริดจ์' กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจใช้เงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร  รัฐบาลอนุทินประกาศเดินหน้าต่อภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569  ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์เคยผลักดันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลประยุทธ์เริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในหลายด้านตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2564 เป็นต้นมา

ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังขาดความชัดเจนเรื่องเส้นทางเดินเรือทั้งฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) และฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน และไม่โปร่งใสมากพอที่จะเริ่มดำเนินโครงการได้จริง ทั้งที่เรื่องระบบนิเวศและวิถีชุมชนมีความสำคัญไม่น้อยกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่งผลให้นักวิชาการนักอนุรักษ์ทางทะเล และภาคประชาชนต่างออกมาแสดงข้อห่วงใยและความเสี่ยงผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากแลนด์บริดจ์สองฝั่งเริ่มดำเนินการ

สุภาภรณ์  มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  กล่าวว่า รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร เป็นโครงการขนาดใหญ่และปฏิเสธไม่ได้ว่า เชื่อมโยง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC กฎหมายฉบับนี้จะบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ เปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนเช่าที่ดิน ครอบครองที่ดิน เอาแรงงานตนเองเข้ามา ใช้สกึลเงินตัวเองได้ การเปิดช่องครั้งนี้ของรัฐบาลเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมและโครงการต่อเนื่องแลนด์บริดใช่หรือไม่  ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ เปิดเพียงแค่กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน  ขณะนี้พูดถึงเพียงผลกระทบจากการก่อสร่างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนองเป็นหลัก แต่โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีรถไฟทางคู่ 2  เส้นที่มาคู่ขนานกัน  รวมถึงมอเตอร์เวย์ระยะ 109 กิโลเมตร เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ต่างๆ  รวมถึงระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ   เรียกร้องให้เปิดข้อมูลของโครงการทั้งหมด ความเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่เป็นเสียงสำคัญประกอบการตัดสินใจ

“ ชาวบ้านตั้งคำถามการถมทะเลสองฝั่ง ระนองมีศักยภาพเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะดอนตาแพ้ว ชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นแหล่งประกอบอาชีพที่สำคัญ ความสมบูรณ์ไม่เพียงหล่อเลี้ยงอาชีพประมง ผู้ประกอบการรายเล็ก แพปลา มีรายได้ต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งขายทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ ระนองศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ   เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่จะพัฒนา ต่อยอด ศักยภาพของชุมชน  ชาวบ้านในพื้นที่ ท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระนอง นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาพักผ่อนกับธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ต่างกันชุมพร ใต้ทะเลสวยงาม ปะการังสมบูรณ์ ระนองมีการศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในร่างรายงาน EHIA ของทั้งสองฝั่งทะเลไทย “ สุภาภรณ์ กล่าว

ผู้จัดการ EnLAW ย้ำเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วน ผิดพลาดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)ยังยืนยันเดินหน้ายื่นเล่มรายงาน EHIA ให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. ) ซึ่งต้องทบทวน ไทยมีบทเรียนการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นำมาสู่หายนะอย่างรวดเร็ว  

ส่วนความเคลื่อนไหวจาก กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กลุ่ม Beach For Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมเปิดข้อมูลผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินให้กับชุมชนในพื้นที่ระนองและชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร พร้อมถกทิศทางการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมชนมอแกน เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ และชุมชนชายฝั่งปากน้ำหลังสวน เมื่อวันที่ 10-11 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

การเก็บตัวอย่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมือง ดำเนินการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2568 บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร รวมถึงบริเวณดอนตาแพ้ว แม้พื้นที่ดอนตาแพ้วจะอยู่นอกขอบเขตการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการฯ แต่เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและการทำประมงพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดระนอง

การสำรวจครั้งนี้เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่  บริเวณแหลมอ่าวอ่าง บริเวณดอนตาแพ้ว ในจังหวัดระนอง และบริเวณแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร ในแต่ละบริเวณจะมีการเก็บตัวอย่างบริเวณละ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ศึกษามีสัตว์ทะเลหน้าดินหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และบทบาทสำคัญของสัตว์หน้าดินในฐานะฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงพื้นบ้าน

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างร่างรายงาน EHIA กับผลสำรวจภาคประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองชุดข้อมูลมีจำนวนสถานี วิธีการเก็บตัวอย่าง และขอบเขตพื้นที่สำรวจแตกต่างกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนรวมแบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อนำข้อมูลจากจุดสำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาพิจารณา พบว่า ผลสำรวจภาคประชาชนแสดงจำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่าค่าที่ปรากฏในร่าง EHIA ในหลายจุด ความแตกต่างนี้ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทบทวน ตรวจสอบ และสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

สำหรับข้อค้นพบสำคัญ ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง ดอนตาแพ้ว และแหลมริ่ว ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง

ในพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งครอบคลุมบริเวณอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 447 ชนิด โดยบริเวณพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายและความหนาแน่นสูดที่สุดใการสำรวจครั้งนี้ คือพบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 333 ชนิด

ในพื้นที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฝั่งอ่าวไทย พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 8 ไฟลัม รวม 107 ชนิด และค่าดัชนีความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนว่าทะเลบริเวณแหลมริ่วยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหน้าดิน

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมวิจัย  กล่าวว่า  วันที่ตนลงพื้นที่ไปสำรวจมีเรือประมงเป็นร้อยลำอยู่ตรงนั้น แม้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีหญ้าทะเล แต่เพราะพื้นใต้ทะเลคือพื้นโคลนที่มีสัตว์หน้าดินเต็มไปหมด ระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำ เป็นแหล่งก่อกำเนิดสัตว์อีกหลากหลายชนิด ทุกปีมีสัตว์เข้า ๆ ออก ๆ มาวางไข่ในป่าชายเลน สัตว์เหล่านี้ในระบบนิเวศนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน และเป็นระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของระนอง   ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่ง นอกดอนตาแพ้วเข้ามาหาอาหารบริเวณนี้ 

สำหรับที่ชุมพร ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า รูปแบบการทำประมงของจังหวัดชุมพรแตกต่างจากจังหวัดระนองส่วนใหญ่จับปลากลางน้ำมากกว่า เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ขณะที่ระนองเป็นประมงชายฝั่งมากกว่า จึงพบปริมาณสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการไปสำรวจเพิ่มเติมบริเวณกองหินปากน้ำหลังสวนที่เป็นแหล่งทำประมงสำคัญของชุมพร อาจพบความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสูงกว่าพื้นที่ที่สำรวจในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

นักวิจัยทางทะเล กล่าวด้วยว่า หากท่าเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้นที่เเหลมริ่ว เเละ เเหลมอ่าวอ่างตามที่ได้มีการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยว่า เส้นทางเดินเรือสมุทรที่จะเข้าท่าเรือจะผ่านเเนวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เเละกองหินริเชอริวในฝั่งทะเลอันดามันเหนือ ส่วนฝั่งอ่าวไทย ถ้าวิ่งตรงจากเเหลมริ่วจะไปพบกับหินใบ เกาะเต่า เเละกองหินชุมพร  ทั้งหมด คือ เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก ริเชอริวร็อค คือ จุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก เกาะเต่าคือโรงเรียนของนักดำน้ำ ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างเเน่นอนจากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร ในรายงาน EHIA เเต่ผลกระทบตลอดเเนวเส้นทางเดินเรือไม่ได้ถูกศึกษาเเละพูดถึง

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร  กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าวว่า  จุดประสงค์หลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคือการเสริมพลังอำนาจให้ชุมชน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วแปลมันออกมาเป็นนโยบายที่มีทั้งความรู้ชุมชนและหลักวิชาการรองรับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากฐานรากอย่างแท้จริง จากผลวิจัยสัตว์หน้าดินและการคุยกับชุมชนในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นมีค่ามาก จำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินที่ดอนตาแพ้ว คือ เครื่องยืนยันความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม การจดจำภูเขา เกาะแก่ง และร่องน้ำเพื่อหาแหล่งจับสัตว์น้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ ผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง  กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำการศึกษารายงาน EHIA ใหม่ทั้งหมด โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใช้วิธีการศึกษาที่รอบด้าน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรและอาจได้รับผลกระทบจากโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ เกตน์สิรี กล่าว

ส่วน ไพบูลย์ สวาทนันท์ จากบ้านหาดทรายดำ จ.ระนอง กล่าวว่า งบประมาณที่ลงทุนไปในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำวิจัยร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในระนอง อาจเสียเปล่าเพราะธรรมชาติที่รักษาไว้อาจถูกทำลายโดยโครงการแลนด์บริดจ์  มีหน่วยงานที่อุตส่าห์ทำป่าชายเลน ทำชีวมณฑลระนอง ทำทุกอย่างเลย ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ งานวิจัยต่าง ๆ เลย ที่มาทำวิจัยร่วมกับชุมชน เขาทำเพื่อทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ เจริญ และเป็นเมืองที่ดีขึ้น งบประมาณเหล่านั้นมีมหาศาล แต่สุดท้ายถูกทำลายด้วยโครงการพัฒนาของภาครัฐแบบนี้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life กล่าวว่า การสำรวจสัตว์หน้าดินที่ทำร่วมกับนักวิชาการเเละชุมชน เพื่อตรวจสอบการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ซึ่งบอกว่าทะเลในพื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เจอสัตว์หน้าดินต่ำมาก เเต่ผลการศึกษาของภาคประชาชน นักวิชาการ กลับตรงกันข้าม พบสัตว์หน้าดินที่มีความหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในประเทศ อย่างตรงพื้นที่ดอนตาเเพ้ว ที่พบมากกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร สะท้อนว่าการศึกษาเเละประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ อย่างเเลนด์บริดจ์อาจเป็นเท็จ เราอยากส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เเสดงความจริงใจเเละความถูกต้องโดยการศึกษาใหม่ทั้งหมด

แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน จะเดินหน้าหรือถอยหลังต้องตัดสินบนข้อเท็จจริงและชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าทุกมิติ ทั้งสังคม  สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคง  ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง ดันแลนด์บริดจ์

เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าก

'มท.4' ยัน 'แลนด์บริดจ์' รบ.ฟังความเห็นรอบด้าน ย้ำให้ความสำคัญผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติ 

มท.4 สายใต้ภูมิใจไทยยันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลฟังความเห็นรอบด้าน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือเก็บเข้าลิ้นชัก ย้ำให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติ 

สส.ภูมิใจไทย แถลงไขทำไมไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่?

'จตุพร' เตือนหายนะ 'แลนด์บริดจ์' ไม่คุ้มค่า ถ้าไม่มี 'คลองไทย' มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

'จตุพร' เตือนหายนะ 'แลนด์บริดจ์' ไม่คุ้มค่า เสียที่ดิน 99 ปีเอาคืนไม่ได้ ย้ำ 90 วันศึกษาคลองไทยไปพร้อมด้วย ลั่นแลนด์บริดจ์เพรียวๆ อย่าริทำ มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เสนอใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์เซาท์เทิร์นซีบอร์ดเดิมเกิดประโยชน์กว่า ไม่เสียค่าเวนคืนที่ดินอีก

'กรณ์' เสนอสร้างมอเตอร์เวย์ กทม.-นราธิวาส ได้ประโยชน์มากกว่า ไร้ความเสี่ยงเทียบแลนด์บริดจ์

สภาฯถกแลนด์บริดจ์ "กรณ์" ซัดขาดความโปร่งใส ไม่ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน เหตุมาเลเซียมีท่าเรือหลายแห่ง ฉะนายกฯลืม -ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ -จงใจที่จะปกปิด จึงไม่มีในนโยบาย เสนอทำ "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค" สร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมกรุงเทพฯ-นราธิวาส-มาเลย์ ยันไม่มีความเสี่ยงเท่าแลนด์บริดจ์