
2 มิ.ย.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า
ภาพรวมสถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เริ่ม ตั้งหลักได้ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่าเข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ง่าย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ยาก
อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้จะเป็นโชคร้าย แต่ก็เป็นบททดสอบ สำคัญของรัฐบาลเช่นกัน และหากผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็จะเป็นจุดพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ
“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ระหว่างเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ พบว่าหลายร้านค้าติดป้าย ร้านนี้มีไทยช่วยไทยพลัส อย่างคึกคัก สะท้อนว่าโครงการสามารถกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง และยังสะท้อนอีกด้านว่าเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ
“วิธีแก้แบบนี้ถือว่าแก้ถูกจุด เพราะเงินลงไปถึงการซื้อขายจริง ร้านค้ารายย่อยได้ประโยชน์ ประชาชนก็รู้สึกว่ามีกำลังซื้อกลับมา” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน
นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต
“วันนี้เทคโนโลยีช่วยให้รัฐเห็นได้ว่า คนมีรายได้ระดับไหน ใช้จ่ายอะไร วันละเท่าไร นิยมบริโภคสินค้าแบบไหน ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การวางโครงสร้างเศรษฐกิจแม่นยำขึ้นกว่าการใช้ตัวเลขภาพรวมแบบเดิม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
“สินค้าบางอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ผลไม้ปลอดสาร หรือสินค้าพื้นถิ่น ถ้าสร้าง Story ได้ดี ใช้คนรุ่นใหม่ช่วยขายผ่านออนไลน์ มันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้มาก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
พร้อมย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทันทีที่เปิดระบบก็เกิดการใช้จ่ายจำนวนมาก โดยระบุว่าเพียง 3 ชั่วโมงแรกหลังเปิดใช้งาน มีเงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาท สะท้อนว่าประชาชนรอคอยมาตรการลักษณะนี้อยู่แล้ว
“เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มหมุน SME เริ่มตั้งหลักได้ เสียงวิจารณ์รัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนสัมผัสผลได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องเร่งโจมตีโครงการ เพราะรู้ว่าถ้าโครงการเดินต่อและต่อยอดได้ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทย พลัส' แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายสะสมล่าสุด 2,581 ล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท
'ดร.โจ' ยำ 'ไทยช่วยไทยพลัส' แค่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบวันช็อต ไม่เหลืออะไรไว้ ริด่ายันคนละครึ่งยุคลุงตู่
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า เป็นก
“อธิบดีนิรันดร์” ชวนสมาชิกสหกรณ์อุดหนุนสินค้าสหกรณ์ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ขณะที่ร้านค้าสหกรณ์ทั่วไทยพรึบเตรียมพร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคไว้บริการลูกค้าแล้ว
ตามที่รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย(Co-pay) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในอัตรา 60:40 โดยภาครัฐสมทบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
'เจ้โจ' ตีปาก 'อินฟูกีบ' ปั่นกันแบบโง่ๆ ทำให้รู้ว่า คุณภาพคนพูด คุณภาพคนเมนต์ ทำไมถึงแพ้คนเวียดนาม!
โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน โพสต์ภาพและข้อความว่าพบอินฟูกีบที่ทำให้เวียดแซงไทย นางด่ารัฐหัวค. โครงการห. เ
ต่อคิวใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ร้านกะเพราสามพี่น้อง วันแรกขายดีต้องเพิ่มวัตถุดิบ
บรรยากาศที่ร้านผัดกะเพราสามพี่น้อง ตั้งอยู่บริเวณหน้าปั้มน้ำมันใกล้กับสี่แยกยืนยง ถนนอนุวรรตน์ ในเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นร้านกะเพราขวัญใจชาวบุรีรัมย์ เพราะขายในราคาห่อละ 25 บาท ก็ได้มีประชาชนชนจากหลายสาขาอาชีพที่ผ่านการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40

