'ยุทธพร' ชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' คือนวัตกรรมการคลัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

“รศ.ดร.ยุทธพร” ชี้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60 : 40” คือนวัตกรรมการคลัง ช่วยเร่งการใช้จ่าย ลดต้นทุนชีวิต พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

4 มิถุนายน 2569 - รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ว่า ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการคลังที่มีความลุ่มลึกและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก และกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแรง

รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะกับดักการเติบโตต่ำ ต่อเนื่องมายาวนาน ขณะที่นโยบายการเงินแบบเดิม เช่น การลดดอกเบี้ย เริ่มมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ส่งผลให้นโยบายการคลังต้องเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน

ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่เป็น สถาปัตยกรรมทางนโยบาย ที่ออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดแข็งสำคัญของโมเดลร่วมจ่าย คือ การดึงเงินออมที่นอนนิ่งอยู่ในมือประชาชนให้ออกมาหมุนเวียนในระบบทันที แตกต่างจากนโยบายแจกเงินสดทั่วไปที่มักทำให้ประชาชนเลือกเก็บออม หรือใช้หนี้ จนเม็ดเงินไม่เกิดการหมุนเวียน

“โมเดล 60/40 ทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้ร่วมลงทุนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงผู้รับสวัสดิการ เม็ดเงินจากภาครัฐจึงสามารถดึงเม็ดเงินจากภาคประชาชนเข้ามาเสริมพลังทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ

นอกจากนี้ การกำหนดวงเงินใช้จ่ายรายวัน ยังช่วยเร่งความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน ทำให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ร้านค้ารายย่อย ร้านโชห่วย ตลาดสด และร้านอาหารทั่วประเทศ เกิดการหมุนเวียนหลายรอบในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ การขยายสิทธิประโยชน์ไปยังระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถบัส รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพของแรงงานและมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“ต้นทุนการเดินทางของคนเมืองบางส่วนสูงถึง 20-30% ของรายได้ต่อวัน การที่รัฐช่วยลดภาระตรงนี้ลง 60% เท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ที่แท้จริงให้ประชาชนทันที”

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า การนำระบบ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในโครงการ ถือเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เพราะข้อมูลการซื้อขายของร้านค้ารายย่อยจะกลายเป็นเครดิตทางการเงินดิจิทัล ที่สามารถใช้ยื่นขอสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต

นี่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจนอกระบบ เพราะที่ผ่านมา พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ เนื่องจากไม่มีเอกสารทางการเงินรองรับ

“เมื่อร้านค้ามีประวัติการซื้อขายในระบบดิจิทัล ก็เท่ากับมีโปรไฟล์ทางเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ สามารถใช้เป็นหลักฐานในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ และช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบในระยะยาว” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

“ไทยช่วยไทย พลัส” แตกต่างจากนโยบายประชานิยมแบบเดิม เพราะไม่ได้สร้างสังคมพึ่งพิงรัฐ แต่สร้างรัฐหุ้นส่วนประชาคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ

“การที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม มีศักดิ์ศรี และเป็นหุ้นส่วนของนโยบาย ไม่ใช่เพียงผู้รับของแจกฟรี” พร้อมมองว่า การหมุนเวียนเม็ดเงินในระดับชุมชน ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจฐานราก เพราะประชาชนหันมาอุดหนุนร้านค้าท้องถิ่น เกิดการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชนมากขึ้น

รศ.ดร.ยุทธพร สรุปว่า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นต้นแบบนวัตกรรมการคลังยุคใหม่ ที่เปลี่ยนการสงเคราะห์ให้กลายเป็นความร่วมมือ เปลี่ยนเงินภาษีให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไปพร้อมกัน

“นี่คือนโยบายที่ควรได้รับการสนับสนุนและต่อยอด เพราะเป็นหนึ่งในโมเดลการบริหารเศรษฐกิจที่เหมาะสมที่สุดกับบริบทของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จบแล้วแลนด์บริดจ์! 'เอกนิติ' เปิดผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน

รัฐบาลยันไม่ปล่อยให้ผู้เดือดร้อนจริงตกหล่นบัตรคนจน พร้อมปรับปรุงระบบอุทธรณ์ให้สะดวกมากขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งคัดกรองคนจนจริงให้ได้รับสิทธิตรงเป้าหมาย นำงบประมาณช่วยเหลือถึงผู้เดือดร้อนมากที่สุด หลังข้อมูลไม่ได้ปรับปรุงกว่า 4-5 ปี ส่งผลให้สามารถนำผู้ตกสำรวจและผู้มีความเดือดร้อนจริงเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน

นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานเร่งทำแผนปฏิบัติการ ดัน 15 ข้อตกลง 'ไทย-จีน' ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า นายกฯได้แจ้งผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ ไม่สบายใจ เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ทำคนเดือดร้อนจริงเสียสิทธิเพียบ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า นายกฯไม่สบายใจหลังจากที่ได้มีการประกาศผลการตรวจคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี

'ธรรมนัส' ปูดข่าว ผู้บริหารหลายกรมจะโดนย้าย เพราะไม่สนองนโยบายการเงินมากกว่าการงาน

นายธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ยินข่าวมาว่า!!! จะมีการย้ายผู้บริหารระดับสูงหลายๆกรมเพราะไม่สนองนโยบาย“การเงิน”มากกว่า”การงาน“

'การดี-กูรูไอที' เปิดผลวิเคราะห์โครงการ TH-AI Passport ด้อยกว่าเวอร์ชั่นฟรี จี้ยกเลิกหวั่นสูญ 1,600 ล้าน

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวที Q&A เจาะลึก ''TH-AI Passport'' วิเคราะห์คุณสมบัติ และการทำงาน พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมวิเคราะห์คุณสมบัติและการทำงาน AI ในโครงการ TH AI-Passport