'พระอาจารย์วิทยา' อธิบาย 'พระธุดงค์' ต้องปฏิบัติอย่างไร ชี้ปัจจุบันมี 2 จำพวก

4 กรกฎาคม 2569 - พระวิทยา กิจฺจวิชฺโช หรือ พระครูนิรมิตวิทยากร เจ้าอาวาสวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าคณะอำเภอแม่อาย (ธรรมยุต) หนึ่งในพระกรรมฐานสายหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กรณีพระธุดงค์ถูกรถชนมรณะภาพไปหลายรูป ก็เป็นบทพิสูจน์ตอกย้ำให้เห็นสัจธรรมความจริงในบทธรรมที่ว่า “กัมมุนา วัตตะตี โลโก” แปลความว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

ผู้มีกรรมจะต้องตาย ถึงที่ตายก็ต้องตายทันที ตายได้ไม่เลือกสถานที่ ส่วนผู้ที่กรรมตายยังมาไม่ถึง ก็เป็นเหตุให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพราะพระที่เดินไปด้วยกันก็มีหลายรูป และมีหลายรูปที่รอดตาย ไม่ได้ถูกรถชนหมดทุกรูป

เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป ผู้ตายก็นำศพให้ทางวัดหรือญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ส่วนผู้ที่กระทำผิดก็นำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนญาติโยมก็ไม่จำเป็นต้องทำสงครามพ่นน้ำลายใส่กันให้มากความโดยไม่เกิดประโยชน์ เขามีกรรมร่วมกันมา กรรมจึงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะกันอย่างนั้น

ใครจะบอกว่า พระไม่ควรมาเดินธุดงค์อยู่ข้างถนน หรือจะควรเดินก็ตาม ก็สักแต่ว่าพูดไป ถ้าใครมีกรรมจะต้องเจอกับเหตุการณ์อย่างนั้น ก็ไม่มีใครจะฝืนกรรมได้ กรรมมันบันดาลให้เป็นไปเอง ไม่ต้องไปโทษใครหรอก

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครจะเป็นกรรมหนัก กรรมเบาอย่างไร ก็ปล่อยให้กรรมจะทำงานเอง ไม่ขึ้นอยู่กับลมปากของใคร พูดไปก็อวดรู้อวดฉลาดไปเปล่า ๆ

ข้อควรพิจารณาจากกรณีนี้คือ :-

๑. คนเราตายได้ใน ๒ กรณี คือ

๑.๑ ถ้ากรรมตายมาถึง ไม่ว่าใครก็ต้องตายแน่ ๆ ไม่มีใครจะหนีพ้น และจะเลือกให้ตายดี หรือตายไม่ดี ก็ไม่ได้ ทำกรรมเหมือน ๆ กัน ก็จะตายแบบเดียวกัน เช่น เรือล่มตาย เครื่องบินตกตาย ตึกถล่มตาย ไฟครอกตาย น้ำท่วมตาย ตายทีละมาก ๆ ก็เป็นเรื่องของกรรมที่พวกเขาเคยทำร่วมกันมาทั้งนั้น

คนที่ไม่มีกรรมอย่างนั้น ก็จะไม่เจอเหตุการณ์เช่นนั้น จึงไม่ต้องไปว่ากัน พึงน้อมธรรมมาสอนตัวเอง อย่าทำกรรมชั่วให้ตัวเองต้องตายอย่างน่าอนาถเหมือนอย่างนั้นก็แล้วกัน

๑.๒ ถ้ากรรมตายยังไม่มาถึง แต่กรรมปัจจุบันไปทำเหตุให้ตาย ก็ตายได้เหมือนกัน เช่น ผูกคอตาย ยิงตัวตาย กินเหล้าเมา ขับรถประมาท เดินข้ามถนนไม่ระวัง เป็นเหตุให้ตายได้ทั้งสิ้น

ธรรมท่านจึงสอนให้ทำกรรมปัจจุบันให้ดีที่สุด คือ อย่าประมาท อย่าไปทำเหตุแห่งความฉิบหาย ก็จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยจนสิ้นอายุขัย

ดังนั้น เห็นเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับใคร จงน้อมมาสอนตนเองว่า อย่าไปทำเหตุอย่างนั้น ก็จะไม่ต้องได้รับผลอย่างนั้น ไม่ต้องไปอ้าปากตำหนิติเตียนคนอื่น กลายเป็นเพิ่มความโง่ให้กับตัวเองโดยไม่จำเป็น

เรื่องของพระธุดงค์นี้ กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน ทั้งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเบี่ยงเบนไปจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้พอสมควร

บางพวกเอาการเดินธุดงค์มาจัดฉากบังหน้าเพื่อแสวงหาลาภสักการะชื่อเสียง ทำคอนเทนท์ลงในโซเชียลมีเดีย เพื่อหายอดไลค์ยอดวิวยอดบริจาค ไม่มีการประพฤติวัตรปฏิบัติในธุดงควัตรแต่อย่างใด อันนี้จัดเป็นพวกเหลือบในศาสนา ไม่ใช่พระปฏิบัติดีอะไรเลย

บางพวกก็เดินธุดงค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถือธุดงควัตรมากน้อยตามกำลังศรัทธา มีเจตนามุ่งมั่นขัดเกลากิเลส รักษาศีล เจริญสมาธิ อบรมปัญญา การเดินธุดงค์ก็คือการเดินจงกรมภาวนาไปด้วย ทำใจให้สงบผ่องใส อันนี้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เป็นพระปฏิบัติดี น่ากราบน่าไหว้ ผู้เช่นนี้ ท่านย่อมรู้ดีว่า สมควรจะไปเดินในที่เช่นไร และไปจำนวนเท่าใด

พฤติกรรมของพระธุดงค์ ๒ จำพวกนี้ ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้มีปัญญาก็จงพิจารณาเอาเองเถิด จะไปตำหนิกัน ก็เป็นเหตุให้ทะเลาะกันไปเปล่า ๆ ใครอยากได้ดีก็ทำดีเอง ใครอยากได้ชั่วก็ทำชั่วเอง มันห้ามกันไม่ได้

ถ้าประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในธุดงควัตร ๑๓ ข้อ จะเดินไปองค์เดียว หรือจะเดินไปหลายองค์ จะเดินอยู่ในวัด ในป่า ในเขา ในบ้าน ในเมือง ก็ชื่อว่า เป็นพระธุดงค์ทั้งนั้น ที่ไหนสะดวกในการปฏิบัติขัดเกลากิเลสที่อยู่ภายในใจ ก็ไปที่นั้น

แต่ต่อให้เดินธุดงค์ไปเป็นแถวยาวเหยียด สะพายบาตรแบกกลดเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม มีกองเสบียงติดตามไป แต่ใจไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติในธุดงควัตรแม้แต่สักข้อเดียว แต่เจตนากลับเป็นไปในทางสร้างภาพจัดฉากเพื่อหาลาภสักการะชื่อเสียง เช่นนี้ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน อยู่ที่ไหนก็ไม่ชื่อว่า พระธุดงค์เลย การปฏิบัติเพื่ออวด พระวินัยปรับอาบัติทุกกฏทุกย่างก้าว

ชื่อว่า “พระธุดงค์” นั้น คือ พระที่ตั้งใจปฏิบัติเคร่งครัดในธุดงควัตร ๑๓ ข้อ เท่าที่จะสามารถทำได้ตามกำลังของตน ธุดงควัตร นั้น พระบรมศาสดามอบไว้ให้นักรบลูกศิษย์พระตถาคตใช้เป็นธรรมาวุธสังหารกิเลสให้หมอบราบคาบแก้วอย่างได้ผลชะงัด แต่ท่านไม่ได้บังคับว่า จะต้องทำตาม เพราะอินทรีย์บารมีธรรมของแต่ละองค์มีไม่เท่ากัน

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่ท่านปฏิบัติมาแล้วอย่างโชกโชน ล้วนต้องมีธุดงควัตร ประจำองค์ อย่างน้อยก็ ๕-๖ ข้อ เช่น พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่ องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านก็ถือธุดงควัตรให้เป็นแบบอย่างไว้หลายข้อ เช่น ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร ถือฉันในบาตรภาชนะเดียวเป็นวัตร และไม่ใช้ช้อนตักลงในบาตรเลย ถือฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร ถือไม่รับภัตรที่นำมาภายหลังเป็นวัตร ถืออยู่ในเสนาสนะที่ท่านจัดให้ไว้อย่างไรเป็นวัตร

ส่วนธุดงควัตรข้ออื่น ๆ ถือได้ตามกาลอันควร เช่น ถืออยู่ร่มไม้เป็นวัตร ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ถือเนสัชชิกไม่นอนเป็นวัตร

ใครปฏิบัติได้ดังนี้ จึงชื่อว่า “พระธุดงค์” จริงแท้ ส่วนการจะเดินไปที่ไหนอย่างไร ท่านย่อมพิจารณาได้เองว่า อย่างไรจึงเหมาะจึงควร กับธุดงควัตรที่ท่านตั้งใจปฏิบัติรักษาไว้ไม่ให้ขาด

พระปฏิบัติดีทั้งหลาย ท่านจะไม่ยอมเสียสัจจะทำลายธุดงควัตรของตัวเองให้ขาดได้เลย เว้นแต่เจ็บไข้ได้ป่วยอาพาธหนักเท่านั้น จึงจะยกเว้นให้บ้างตามความจำเป็นของธาตุขันธ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรงห่วงใย‘พระสงฆ์’ถูกชน

ในหลวงทรงรับพระอาพาธเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพพระมรณภาพจากเหตุรถยนต์ชนขณะเดินธุดงค์ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โปรดเกล้าฯ ให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระที่บาดเจ็บ

'ในหลวง' ทรงรับภิกษุอาพาธ-มรณภาพเหตุรถพุ่งชนพระธุดงค์ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

จากเหตุการณ์รถยนต์กระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ขณะกำลังเดินอยู่บนถนนทางหลวง เหตุเกิดบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 6 บนถนนทางหลวง 2034 เส้นทางระหว่างจังหวัดมุกดาหาร กับอำเภอดอนตาลบริเวณบ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569

พระสังฆราช โปรดรับการบำเพ็ญกุศล ศพพระธุดงค์ถูกรถชนมรณภาพ ไว้ในพระอนุเคราะห์

สมเด็จพระสังฆราช ทรงปลงธรรมสังเวช รับศพพระภิกษุประสบอุบัติเหตุไว้ในพระอนุเคราะห์-ประทานปัจจัยดูแลพระอาพาธ

'ศรีสุวรรณ' จี้สำนักพุทธฯสอบวัดท่าไม้จัดทำ 'ตู้บริจาคขอพร' ขัดหลักศาสนาหรือไม่

'ศรีสุวรรณ'ซัดตู้บริจาคขอพรวัดท่าไม้ไม่ใช่กุศโลบายแต่เป็นพุทธพาณิชย์หากินกับความลุ่มหลงเพ้อฝันของประชาชน ขัดหลักธรรมของศาสนาพุทธ จี้สำนักพุทธฯสอบให้ยุติใช้ถ้อยคำบนตู้บริจาคพร้อม คาดโทษผู้บริหารวัด