นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กทม. ทบทวนใหญ่ “ภาษีที่ดิน” ชี้ การแก้ปัญหา “แลนลอร์ดปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี” แบบยั่งยืน ควรเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กันไป “กำหนดอัตราภาษีให้อิงตามผังเมือง- กำหนดนโยบายการจัดการที่ดินที่สอดคล้องทั้งระบบ -วางกรอบเรื่องที่ดินเกษตรกรรมให้ชัด” ระบุ ภาษีที่ดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ใช้หารายได้ให้รัฐ
24 กรกฎาคม 2569 - ผศ.สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นไม่ได้ต่อต้านกับกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% ปรับเพิ่มเป็น 0.03-0.12% เพราะขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมในการทบทวนอัตราดังกล่าว แต่ประเด็นที่ภาคประชาสังคมจับตามองว่าจะช่วยแก้ปัญหากรณีเจ้าของที่ดินทำเกษตรเพื่อเลี่ยงอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถึงจะพอช่วยได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน และอาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว
ทั้งนี้ เนื่องด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1. ข่าวปลูกกล้วยหรือทำการเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในอดีต ตอนนี้ถูกแก้ไขเฉพาะหน้าไปบางส่วนด้วยประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมฯ แล้ว โดยเป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ต้องปลูกกล้วย 200 ต้น/ไร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลส่วนกลางที่มีเจตนาดีแต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
2. การใช้ภาษีเพื่อเน้นแต่รายได้และกระตุ้นการใช้ที่ดินโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ เช่น ทั้งที่พื้นที่การทำเกษตรกรรมในเขตหนองจอกก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่คำตอบอาจเปลี่ยนไปหากทำเกษตรกรรมที่ย่านสีลมเขตบางรัก ฉะนั้นการเร่งให้พื้นที่โตด้วยอัตราภาษีชุดเดียวกันทั้งเมือง จึงอาจทำให้เกิดการถางต้นไม้เคลียร์พื้นที่โล่งเพื่อปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแทน หรือขายที่ดินการเกษตรหรือที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าไปเพื่อวางแผนภาษี ซึ่งกลายเป็นอาจสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองได้โดยไม่จำเป็น
ผศ.สหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หาก กทม. ต้องการจะเพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วยนั้น ควรพิจารณากำหนดอัตราภาษีที่ดินซึ่งรวมถึงอัตราภาษีสำหรับที่ดินเกษตรกรรมที่กำลังทบทวนใหม่นี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ใน กทม. โดยในทางอุดมคติ ควรอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งที่จริงตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ค่อนข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปรับอัตราภาษีที่ดินให้มีความแตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้แต่ต้องไม่กำหนดอัตราเกินอัตราเพดานที่กฎหมายแม่บทกำหนด และในระยะยาวควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เพื่อรับรองช่องทางการกำหนดอัตราภาษีที่อิงการใช้ประโยชน์ตามผังเมืองนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป
“แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กทม. เพราะต่อให้เราวิจารณ์ว่ายังไม่มีการใช้ประโยชน์จากภาษีที่ดินมากเท่าที่ควร หรือกฎหมายภาษีที่ดินไม่ล้อกับผังเมือง อีกด้านหนึ่งกฎหมายผังเมืองเองก็มีปัญหาในตัวเองอยู่ไม่น้อยและเป็นประเด็นระดับชาติ ซึ่งทำให้ กทม. เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน” ผศ.สหรัฐ กล่าว
ผศ.สหรัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่ กทม. กำลังปรับปรุงรายละเอียด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาชงเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินจากเดิม 50 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 20 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจถึงเจตนาของ กทม. ได้ ว่าน่าจะต้องการขยายฐานภาษีให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาประเด็นพื้นฐาน ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นอัตราภาษีที่กล่าวไปข้างต้นว่า น่าจะต้องมีหลักคิดมากกว่าความต้องการหารายได้เพิ่ม โดย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมีกรอบคิด หรือนโยบายอย่างอื่นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดินให้ชัดเจน เช่น คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ว่าทิศทางการจัดการที่ดินของเมืองเป็นอย่างไร
“ที่ดินเกษตรกรรมที่เป็นข่าวนี้ก็เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปแล้ว ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางกรอบนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินเกษตรกรรมในระยะยาวให้ชัดก่อนกำหนดนโยบายด้านภาษี เช่น ถ้ายังมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยังต้องช่วยเหลือเกษตรกร การจะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินก็ต้องคิดให้รอบคอบ”ผศ.สหรัฐ กล่าว
นอกจากนี้ สังคมดูจะให้ความสนใจกับข้อเสนอลดฐานภาษีเกษตรกรรม 50 ล้านบาท แต่ในภาพที่ใหญ่กว่า คือ ตอนนี้มีการเก็บที่ดินเกษตรกรรมที่มีมูลค่าสุทธิถึง 1,050 ล้านบาทในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทไปทำการค้าพาณิชย์ ซึ่งโดนเก็บที่อัตรา 0.3% เสียอีก ซึ่งปัญหาที่ดินเกษตรมูลค่าพันล้านนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ถึงขนาดรัฐบาลต้องมาช่วยดูแลอัตราภาษีให้หรือไม่นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทั้ง กทม. และรัฐบาลต้องคิดให้ตกผลึกในภาพรวมให้ชัด
ผศ.สหรัฐ กล่าวด้วยว่า ภาษีที่ดินสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าแค่เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากเปรียบเป็นจอมยุทธก็เป็นคนที่มีหลายคัมภีร์มาก แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จอมยุทธคนนี้ใช้ภาษีเล่นอยู่ไม่กี่ท่าคือใช้หาเงินกับเร่งให้คนรีบใช้ที่ดิน ทั้งเป็นการใช้ในลักษณะต่างคนต่างทำกับเครื่องมือในการจัดการที่ดินอื่น เช่น มาตรการจัดรูปที่ดิน มาตรการจัดสรรที่ดิน มาตรการทางสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการเคหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกด้านผังเมือง ทั้งที่หากนโยบายและกลไกการจัดการที่ดินบูรณาการสอดคล้องกันทั้งระบบย่อมจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาเก็งกำไรที่ดิน ตลอดจนปัญหาราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดรายชื่อ 20 ที่ปรึกษา 'ชัชชาติ' ตั้งชุดผู้ทรงคุณวุฒิ กทม. ดึง 'ต่อศักดิ์' นั่งประธาน
กรุงเทพมหานครออกคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ราย ดึงผู้เชี่ยว
ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง 'ชัชชาติ' แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าฯกทม.
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ ๑๘๘๑/๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ถึงคราวปชป. ขอตัวสส.ตรัง คดีเลี่ยงภาษี!
ประชาธิปัตย์โดนด้วย การเมืองสุจริตย้อนศรพรรคสีฟ้า ผบ.ตร.ทำหนังสือขอตัว สส.ตรัง "กฤตย์อิชย์" ดำเนินคดีเลี่ยงภาษีพฤหัสฯ นี้ "โสภณ" รับลูก
นักวิชาการ มธ. ถอดรหัส ชัยชนะถล่มทลายของ 'ชัชชาติ'
นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์คนกรุงเทคะแนนให้ “ชัชชาติ” ถล่มทลายเป็นประวัติศาสตร์ เหตุมีนโยบายและภาพลักษณ์นักการเมืองที่คนจำนวนมากอยากเห็น “ไม่ใหญ่โต-ไม่พิ
'โบว์' ไม่ตื่นเต้นเลือกตั้งผู้ว่ากทม. 'มัลลิกา' ชนะส้ม
น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความว่า #เลือกตั้งผู้ว่ากทม มัล
ความพ่ายแพ้แพ็กคู่ในสนาม 'กรุงเทพ-พัทยา' จุดอิ่มตัวของกระแสพรรคส้ม
ภาพลวงตาจากยอดไลก์ ยอดแชร์ และกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย กำลังถูกปอกเปลือกออกให้เห็นเนื้อแท้ทางการเมืองผ่านผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา

