ดร.สามารถ สะท้อน 3 ปีชาวน่าน ยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

ดร.สามารถ สะท้อนบทเรียนอุทกภัยน่าน 3 ปีซ้อน ชาวบ้านวนอยู่กับยกของ หนีน้ำ ล้างโคลน ซ่อมบ้าน ก่อนเริ่มต้นใหม่ ชี้ถึงเวลาปรับระบบรับมือภัยพิบัติตั้งแต่ต้นน้ำถึงชุมชน พร้อมเสนอ 5 แนวทางลดความสูญเสีย ย้ำการรับมือที่ดีต้องดูแลทั้งกลุ่มเปราะบางและสัตว์เลี้ยง

22 สิงหาคม 2569 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ระบุว่า ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นเพียงคำถามว่า “วันนี้ฝนจะตกอีกไหม?” แต่สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดน่าน คำถามอาจแตกต่างออกไปว่า “ต้องยกของหนีน้ำอีกแล้วหรือ?”

ดร.สามารถ ระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2567, 2568 และ 2569 จังหวัดน่านต้องเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ต่อเนื่อง ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม

เมื่อน้ำเริ่มสูง ชาวบ้านต้องเร่งยกตู้เย็น เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ ที่นอน เก็บเอกสารสำคัญ และนำรถออกจากพื้นที่ ส่วนข้าวของบางอย่างที่ยกไม่ไหวก็จำเป็นต้องปล่อยไว้ หากน้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว บางครั้งแม้แต่การยกของก็ทำไม่ทัน และยังต้องรีบพาคนในครอบครัวออกจากบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียง

สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรง การอพยพอาจหมายถึงการรีบเดินออกจากบ้าน แต่สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง การอพยพหมายถึงการต้องพาคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองออกจากพื้นที่ให้ทันเวลา

ดร.สามารถ ระบุต่อว่า เมื่อมีข่าวว่า “น้ำลดแล้ว” สำหรับคนที่อยู่นอกพื้นที่อาจหมายถึงวิกฤตผ่านพ้นไป แต่สำหรับเจ้าของบ้าน งานหนักเพิ่งเริ่มต้น เพราะต้องล้างโคลน ทำความสะอาดเครื่องใช้ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ทิ้งสิ่งของที่เสียหาย ซื้อของใหม่ และกลับไปทำงาน

บางครอบครัวต้องใช้เวลาทำความสะอาดบ้านหลายวัน เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฝนในปีถัดไปก็อาจกลับมาอีก ทำให้วงจรเดิมเริ่มต้นใหม่ ตั้งแต่ยกของ หนีน้ำ ล้างบ้าน ซ่อมบ้าน เริ่มต้นใหม่ และรอว่าในปีหน้าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไม่เคยถูกน้ำท่วมอาจนึกไม่ถึง

นอกจากชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังมีสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัข แมว และสัตว์อื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เมื่อมีคำสั่งให้อพยพ แม้หลักการสำคัญคือการรีบนำคนออกจากพื้นที่ก่อน แต่สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังมีคำถามว่า แล้วสัตว์ของตนจะทำอย่างไร

หากศูนย์พักพิงไม่รับสัตว์ ไม่มีพาหนะ หรือเจ้าของไม่สามารถนำสัตว์ออกมาได้ บางคนอาจตัดสินใจไม่ยอมทิ้งบ้าน ดังนั้น ระบบรับมือภัยพิบัติที่ดีควรคำนึงถึงทั้งคนและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมกัน เพราะสัตว์เลี้ยงถือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

ดร.สามารถ มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่านอาจกำลังส่งสัญญาณว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการภัยพิบัติ เนื่องจากน่านเป็นจังหวัดที่มีทั้งภูเขา หุบเขา ลำน้ำสาขา และมีแม่น้ำน่านเป็นระบบระบายน้ำหลัก เมื่อเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำสามารถไหลจากพื้นที่สูงลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนรวมกับลำน้ำสาขาและเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง

เหตุการณ์ล่าสุดยังสะท้อนให้เห็นว่า ฝนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถสร้างสถานการณ์รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในชุมชน แต่ต้องมองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ ลำน้ำสาขา พื้นที่รับน้ำ ถนน และสะพาน รวมถึงต้องรู้ว่าจุดใดเป็นพื้นที่เสี่ยง จุดใดเป็นคอขวด จุดใดมีโอกาสถูกตัดขาดก่อน และชุมชนใดจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก

ดร.สามารถ ระบุว่า แม้เราไม่สามารถหยุดฝน น้ำป่า หรือน้ำท่วมได้ และอาจไม่สามารถป้องกันความเสียหายทั้งหมด แต่สามารถทำให้ประชาชนรู้สถานการณ์เร็วขึ้น อพยพได้เร็วขึ้น ช่วยเหลือผู้ป่วยได้เร็วขึ้น นำสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ได้ เปิดเส้นทางได้เร็วขึ้น และฟื้นฟูชีวิตหลังภัยพิบัติได้เร็วขึ้น

สิ่งเหล่านี้ควรเป็นเป้าหมายของการจัดการภัยพิบัติในอนาคต โดยแนวคิด Resilient Infrastructure หรือ “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับภัยและฟื้นตัวได้เร็ว” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีอะไรพัง” แต่หมายถึง แม้บางอย่างจะได้รับความเสียหาย ชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจยังสามารถเดินหน้าต่อ และกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด

ดร.สามารถ เสนอว่า บทเรียนจากจังหวัดน่านมีอย่างน้อย 5 เรื่อง เรื่องแรก ต้องเตือนภัยให้เร็วกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแจ้งว่า “ฝนตกหนัก” แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าน้ำจะมาถึงเมื่อใด และพื้นที่ใดจำเป็นต้องเตรียมอพยพ

เรื่องที่สอง ต้องจัดทำบัญชีกลุ่มเปราะบางในระดับครัวเรือน เพื่อให้ทราบว่าบ้านใดมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้พิการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ก่อน โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของบ้านร้องขอเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤต

เรื่องที่สาม ต้องมีระบบอพยพสัตว์เลี้ยง เพราะระบบอพยพที่ทำให้ประชาชนต้องเลือกระหว่าง “ไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง” กับ “อยู่เพื่อไม่ทิ้งสัตว์เลี้ยง” ยังไม่ใช่ระบบอพยพที่สมบูรณ์

เรื่องที่สี่ ต้องเตรียมเครื่องจักรไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง ทั้งรถตัก รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก และอุปกรณ์เปิดเส้นทาง โดยควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลังเกิดดินโคลนถล่ม ทุกชั่วโมงมีความสำคัญ

และเรื่องที่ห้า ต้องมีเส้นทางสำรอง ไม่ควรปล่อยให้ถนนเพียงสายเดียวเป็นเส้นทางหลักเพียงเส้นเดียวของชุมชน เพราะหากถนนดังกล่าวถูกตัดขาด ชีวิตและกิจกรรมของคนทั้งชุมชนอาจหยุดลงพร้อมกัน

ดร.สามารถ ระบุในช่วงท้ายว่า สามปีแล้วที่ชาวน่านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับวงจรเดิม คือยกของหนีน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซม เริ่มต้นใหม่ และเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมอีกครั้งเมื่อฤดูฝนกลับมา

ที่ผ่านมาอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับตัวของประชาชน” แต่ควรกลับมาตั้งคำถามว่า กำลังขอให้ประชาชน “ปรับตัว” กับภัยพิบัติ หรือกำลังปล่อยให้ประชาชนต้อง “รับภาระ” จากระบบที่ยังปรับตัวไม่ทัน

การให้ชาวบ้านต้องยกของหนีน้ำทุกปีไม่ควรกลายเป็น “วิถีชีวิตใหม่” การต้องล้างโคลนออกจากบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติ และการสูญเสียชีวิตจากอุทกภัยไม่ควรกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานภัยพิบัติ

ดังนั้น คำถามหลังน้ำลดไม่ควรมีเพียงว่า “จะใช้งบเท่าไรเพื่อซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย?” แต่ควรถามว่า “เราจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้คนกลุ่มเดิมต้องยกของหนีน้ำ ล้างบ้าน และประสบกับภัยน้ำท่วมซ้ำอีกในปีหน้า?” พร้อมส่งกำลังใจให้ชาวน่านและผู้ประสบอุทกภัยทุกคน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิริยะประกันภัย ร่วมสนับสนุนคณะแพทย์ มช. ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รับมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคและสิ่งของสำหรับดูแลสุขอนามัย ได้แก่ น้ำดื่มสะอาด พัดลมปรับระดับ และกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ เพื่อสนับสนุน “โครงการเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” พื้นที่อำเภอปัว และอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ซึ่ง

ประกาศอุตุฯ ฉบับสุดท้าย เปิดพื้นที่ฝนตกหนักถึงหนักมาก 23-25 ต.ค.

นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย

อุตุฯ เตือนฝนฟ้าคะนอง 40 จังหวัด ลมกระโชกแรง ทะเลคลื่นสูง 2 เมตร

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่

'พาณิชย์'ยกระดับดูแลราคาสินค้าหลังน้ำท่วม-พลังงานพุ่ง

กรมการค้าภายในปรับมาตรการติดตามสินค้าเข้มขึ้น หลังน้ำท่วม ราคาพลังงานพุ่งกระทบต่อต้นทุน พร้อมมอนิเตอร์ราคาสินค้าใกล้ชิด หลังต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเตรียมมาตรการรับมือ ยึดหลักสมดุล ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้

ข่าวดี! SME นอกเขตประกาศภัยได้อานิสงส์สินเชื่อฟื้นฟู 3 หมื่นล้าน

รัฐบาลเดินหน้าสินเชื่อฟื้นฟู SME น้ำท่วม 3 หมื่นล้านบาท เปิดโอกาสกิจการนอกเขตประกาศภัยที่ได้รับความเสียหายเข้าร่วม ย้ำวงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ใน 2 ปีแรก