ย่างก้าวของ 'ซาบีดา'

มันก็เป็นแบบนี้แหละครับ

ขึ้นชื่อว่าการเมือง มีแค่เรื่องชอบ กับ ไม่ชอบ 

น้อยคนที่จะสนใจเรื่องข้อเท็จจริง

เมื่อการเมืองขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เราจึงเห็นเสียงก่นด่า นายกฯ อนุทิน และคณะที่อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

นอกจากนายกฯ อนุทินแล้ว "ซาบีดา ไทยเศรษฐ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็โดนครับ

ประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือการแต่งตัว

ทำนองแต่งตัวประหลาด!

แต่ถ้าเป็นรัฐบาลส้ม ก็คงได้รับคำชมว่า เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่แต่งตัวตามแฟชั่นทันโลก อะไรประมาณนั้น

คนวิจารณ์ไม่ได้เข้าไปอ่านข่าวหรอกครับว่า เขาไปทำอะไรกันบ้าง

คร่าวๆ "ซาบีดา ไทยเศรษฐ์" ผลักดันการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ นับเป็นกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างสองประเทศ

มีการลงนามในข้อตกลง กรอบระยะเวลา ๕ ปี ครอบคลุมความร่วมมือด้านศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

มีคนเกลียดก็มีคนชม

"เอ็ดดี้ อัษฎางค์" ตอนนี้พำนักอยู่ที่ออสเตรเลีย เขียนอีกมุมมองหนึ่งในการเดินทางเยือน ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ของนายกฯ อนุทินและคณะมา ๓-๔ วันแล้ว ล่าสุดเขียนถึง "ซาบีดา" ไว้น่าสนใจครับ

-----------------

คุณซาบีดากำลังพยายามเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรมจาก “กระทรวงจัดงานประเพณี” ไปเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรมหรือไม่?

เพราะวัฒนธรรมกำลังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ”

เอกสารที่คุณซาบีดาลงนามกับนิวซีแลนด์ครั้งนี้เรียกว่า “ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม" (Agreement on Cultural Cooperation) ไม่ใช่ MOU โดยตรง และ ครม.เพิ่งเห็นชอบเมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ 

นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทั่วไป แต่เป็น “ข้อตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์” มีกรอบถึง ๕ ปี ครอบคลุมตั้งแต่ศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 

ที่สำคัญกว่านั้น เอกสารนี้ไม่ได้จบที่พิธีลงนาม แต่กำหนดให้สองฝ่ายไปทำ Action Plan ต่อ เพื่อเปลี่ยนกรอบใหญ่ให้เป็นโครงการจริง เช่น การแลกเปลี่ยนบุคลากร ความร่วมมือพิพิธภัณฑ์และ

ประโยชน์สำคัญที่สุดคือ มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจาก “อยากทำอะไรก็ค่อยติดต่อกันเป็นครั้งๆ” ให้กลายเป็น “มีกรอบรัฐบาลต่อรัฐบาลรองรับ” พอมีกรอบแล้ว พิพิธภัณฑ์ หน่วยงานศิลปะ ผู้สร้างภาพยนตร์ ศิลปิน นักวิชาการ หรือองค์กรวัฒนธรรมของสองประเทศสามารถทำโครงการร่วมกันได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องเริ่มเจรจาทางราชการใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง

จากขอบเขตในเอกสารนี้ช่วยเปิดประตูไว้กว้างมาก ทั้งศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดังนั้นผลที่เป็นรูปธรรมอาจออกมาในลักษณะ เช่น นิทรรศการไทยในนิวซีแลนด์ การแลกเปลี่ยนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญ ความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์ การทำหนังหรือคอนเทนต์ร่วมกัน การศึกษาและอนุรักษ์มรดก ตลอดจนการเปิดตลาดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

จุดที่ผมคิดว่าสำคัญในทางการเมืองระหว่างประเทศยิ่งกว่านั้น คือมันไม่ได้เกิดอย่างโดดเดี่ยว แต่เข้าไปอยู่ใน “เสาที่สาม” ของ Strategic Partnership ไทย–นิวซีแลนด์ คือ Culture and People-to-People Connections ขณะที่อีกสามเสาคือ การเมืองและความมั่นคง, เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาค/พหุภาคี 

ความหมายจึงต่างจากการส่งคณะนาฏศิลป์ไปแสดงต่างประเทศมาก เพราะวัฒนธรรมกำลังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ”

ในทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงนี้ก็มีโอกาสสร้างประโยชน์ได้ ถ้าคุณซาบีดาใช้คำว่า “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” อย่างจริงจัง เช่น ภาพยนตร์ แฟชั่น ดีไซน์ ดนตรี ศิลปะ งานหัตถกรรม อาหาร เทศกาล และคอนเทนต์ดิจิทัล วัฒนธรรมจึงไม่ได้มีแต่เรื่อง Soft Power หรือภาพลักษณ์ แต่สามารถเชื่อมไปถึงรายได้ การจ้างงาน นักท่องเที่ยว และตลาดใหม่ได้

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ความสัมพันธ์ระดับประชาชน” รัฐบาลระบุเองว่าเป้าหมายของข้อตกลงคือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศใกล้ชิดขึ้น และสร้างฐานสำหรับความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์ในอนาคต ซึ่งในทางการทูตเรียกว่า people-to-people diplomacy เป็นส่วนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความทนทานกว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

แต่ผมอยากวางเบรกไว้นิดหน่อยว่า

 “มีข้อตกลง” ≠ “เกิดผลงานแล้ว”

ข้อตกลงคือการสร้าง “รางรถไฟ” แต่รถจะวิ่งหรือไม่ ยังต้องดู Action Plan ที่ตามมา ดูว่ามีโครงการอะไร มีงบประมาณเท่าไร มีหน่วยงานรับผิดชอบใคร มี KPI หรือไม่ และสุดท้ายมีศิลปิน ผู้ประกอบการ หรือประชาชนไทยได้ประโยชน์จริงกี่คน

ดังนั้น ถ้าจะประเมินผลงานของคุณซาบีดา ผมจะให้เครดิตเธอว่า “สามารถผลักดันความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย-นิวซีแลนด์ที่ค้างการเจรจามาหลายปีให้เข้าสู่กรอบอย่างเป็นทางการ ในจังหวะที่สองประเทศยกระดับสู่ Strategic Partnership” ซึ่งถือว่าสำคัญ เพราะฝ่ายไทยเริ่มผลักดันความตกลงด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ แล้ว 

แต่บทพิสูจน์จริงของคุณซาบีดาจะเริ่ม “หลังเซ็น” ถ้าอีก ๑-๒ ปีเราพบว่าเกิดโครงการร่วมด้านภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ ศิลปิน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทำให้คนไทยหรือธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดนิวซีแลนด์ได้จริง เมื่อนั้นเราจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็น “ผลงานเชิงนโยบาย” ไม่ใช่เพียง “ผลงานเชิงการทูต”

ถ้ามองในกรอบอ่านเกมอำนาจ ผมว่าประเด็นที่น่าสนใจมากคือ คุณซาบีดากำลังพยายามเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรมจาก “กระทรวงจัดงานประเพณี” ไปเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy หรือไม่?

-----------------------

ครับ...ถ้าคนในสังคมส่วนใหญ่ มองเรื่องราวผ่านเนื้อหาสาระ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจก็จะเห็นข้อเท็จจริงคืออะไร

แต่ถ้าจบอยู่ที่ด่าเรื่องการแต่งตัวเพราะไม่ชอบขี้หน้า เพราะความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกัน มันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อเท็จจริง

ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วย โมหะ ด้วยความเขลา

สังคมที่้เจริญไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะพลเมืองไร้ปัญญา.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใครคือผู้ทำลาย

สังเวชใจครับ... กลับไปอ่าน ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อีกครั้ง คิดไม่ถึงว่าวันนี้ประเทศไทยต้องมาเถียงกันเรื่องฮั้ว สว.

สมองมีไว้คิด

ประเทศไทยมีปัญหาการสื่อสารเยอะครับ รัฐบาลกับประชาชน ประชาชนกับรัฐบาล สภาฯ กับรัฐบาล รัฐบาลกับสภาฯ

พ้นคุกก่อนคำพิพากษา

“เล่าต๋า แสนลี่” กลับถึงบ้านที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่แล้วครับ สิ่งที่อดีตราชายาเสพติดผู้นี้พูดน่าสนใจ การพูดคุยกับลูกหลาน มีสาระสำคัญคือ สั่งสอนและเตือน ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

วิกฤตปากท้อง

ถ้าถามว่า มีรัฐมนตรีคลังที่กล้าพูดความจริงกับประชาชนหรือไม่ คำตอบมีครับ ก็..."เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" นี่แหละครับ

สิทธิมนุษยชน

สิ่งที่คิดว่าไม่ได้เห็น ก็ได้เห็นครับ พรรคส้มถูกวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนยับ! คนวิจารณ์ใช่อื่นไกล ก็คนกันเองนั่นแหละครับ

รีบเลย 'เท้ง'

เร่เข้ามาครับ...ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐบาลแล้ว "หัวหน้าเท้ง" บอกว่าเอาแน่ ในสมัยประชุมหน้า