กองทัพเรือ นัดแถลงใหญ่ 18 ก.ย. เคลียร์ทุกข้อสงสัยจัดซื้อเรือฟริเกต

กองทัพเรือรับทราบข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการเรือฟริเกต ยืนยันพร้อมเปิดเผยกระบวนการพิจารณาอย่างครบถ้วน “ทุกคำถามจะมีคำตอบ”ในวันที่ 18 กย. นี้

14 กันยายน 2569 - พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้รับทราบจากการรายงานของสื่อมวลชน กรณีมีการยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบและขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือแล้ว

กองทัพเรือเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การตั้งข้อสังเกต และการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน โดยถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานของส่วนราชการเป็นไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้

ตามที่กองทัพเรือได้แจ้งต่อสาธารณชนไว้แล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาว่า กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยกระบวนการพิจารณา หลักเกณฑ์ เหตุผล และสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา ภายหลังขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องดำเนินการครบถ้วน โดยข้อสงสัยและคำถามในทุกประเด็นจะได้รับการชี้แจงด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยกำหนดจัดการแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ในวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งจะมีผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนร่วมชี้แจงรายละเอียดและตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและตรงไปตรงมา

กองทัพเรือจึงขอให้สื่อมวลชน ประชาชน และทุกภาคส่วนที่ให้ความสนใจ ได้โปรดรอรับฟังรายละเอียดจากการแถลงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การพิจารณาข้อมูลเป็นไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน ตลอดจนหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดจากข้อมูลหรือตัวเลขบางส่วนในระหว่างที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด

กองทัพเรือยืนยันว่า การดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความคุ้มค่า และสามารถตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

“กองทัพเรือพร้อมรับฟังทุกข้อสังเกต และพร้อมตอบทุกคำถามด้วยข้อเท็จจริง เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเกิดจากความโปร่งใสและการตรวจสอบได้”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พล.อ.อ.มานัต' ติดใจผลคัดเลือก 'เรือฟริเกต' ยื่น สตง. ตรวจสอบ 'โฆษกทร.' ยันยึดกติกาโปร่งใส

‘พล.อ.อ.มานัต’ ติดใจ ผลคัดเลือก "เรือฟริเกต" ยื่นหนังสือ สตง.ตรวจสอบ ย้ำ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ งุบงิบทำ ไม่ปรึกษา สมาคมฯ ปรับเปลี่ยน มูลค่า Offset Policy จาก 2,250 ล้าน เป็น7,000 ล้าน ด้าน โฆษก ทร.ไล่เช็กเอกสาร ขอดูตัวจริง ย้ำ ไม่กังวล เป็นเรื่องต้องแถลง 18 ก.ย.อยู่แล้ว มั่นใจโปร่งใส ยึดกติกา ไม่มีใครอยากติดคุก

กมธ.ทหาร จี้ ทร. ต่อรอง 'ฮันวา' แก้ปัญหาเรือเก่าปืนพังให้จบก่อนเซ็นสัญญาต่อเรือฟริเกตลำใหม่

กมธ.ทหาร เรียก ทร. แจงปมปืนฟาลังซ์ เรือหลวงภูมิพล ใช้งานไม่ได้ พบไม่มีอะไหล่เหตุตกรุ่น แนะก่อนเซ็นสัญญาต่อเรือฟริเกตลำใหม่ ให้ต่อรองฮันวาจบปัญหาเดิมก่อน โยนทัพเรือพิจารณายึดเงินประกันไว้ก่อน ขู่ส่งเรื่อง สตง. ตรวจสอบ หากไม่ส่งรายละเอียดสัญญาใน 14 วัน

นายกฯ ติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

นายกฯ ติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

“สุชาติ” ร่วมภารกิจตรวจเยี่ยมการฝึกกองทัพเรือ ติดตามความพร้อมภารกิจความมั่นคงทางทะเล

วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) เวลา 09.45 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมภารกิจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ณ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามความพร้อมและขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปฏิบัติภารกิจ ตลอดจนศักยภาพของยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล

นายกฯ ขึ้นเรือหลวงจักรีนฤเบศร ตรวจความพร้อมรบ จัดหายุทโธปกรณ์เพิ่มแทนปลดระวาง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส.ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ

กลาโหม-กองทัพไทยแจง 'USS Abraham Lincoln' แวะไทย 2-6 ก.ย.

กลาโหม-กองทัพไทย ยืนยันเรือ USS Abraham Lincoln ของสหรัฐ แวะไทย 2-6 ก.ย. เพื่อพักและฟื้นฟูกำลังพล หลังปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลางนาน 250 วัน ไม่ได้มาฝึกร่วมหรือเติมกระสุน ชี้ไม่กระทบความสัมพันธ์อิหร่าน พร้อมยืนยันไทยเปิดรับเรือจากทุกประเทศเท่าเทียม ทั้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย