ผลักดัน CEPA ไทย–UAE เชื่อมการค้า–ลงทุน ย้ำผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม

รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสการค้าไทยสู่ยุโรป–ตะวันออกกลาง เจรจา FTA ไทย–EU รอบ 10 คืบหน้า พร้อมผลักดัน CEPA ไทย–UAE เชื่อมการค้า–ลงทุน ย้ำผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนความตกลงมีผล

9 ต.ค. 2569 - นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง ผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย–UAE) เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าและผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยย้ำว่าทั้งสองความตกลงยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า แต่ยังไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ภายใต้ความตกลงดังกล่าวได้ในขณะนี้

นางสาวลลิดากล่าวว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย–EU รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดยการเจรจาข้อบทมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น อาทิ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ขณะที่การเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความคืบหน้าในการแลกเปลี่ยนข้อเสนอ แต่ยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องหารือเพิ่มเติม โดยทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและผลกระทบต่อสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหว

สำหรับตลาดตะวันออกกลาง นางศุภจีได้หารือกับ ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำสหประชาชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดทำ CEPA ไทย–UAE พร้อมหารือการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันความตกลง ดึงดูดการลงทุนจาก UAE และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตลาดการค้าสำคัญของไทย โดยข้อมูลปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นคู่ค้าอันดับ 8 และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และตะวันออกกลาง โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในทั้งสองตลาด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจา FTA ไทย–EU และ CEPA ไทย–UAE ยังไม่ถือเป็นการเปิดใช้สิทธิทางภาษีใหม่ ผู้ประกอบการจึงควรใช้ช่วงเวลานี้เตรียมความพร้อม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ควรศึกษาข้อมูลสินค้าและประเทศปลายทาง ตรวจสอบมาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ตลอดจนจัดเตรียมหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต เพื่อรองรับการใช้สิทธิภายใต้ความตกลงเมื่อมีผลบังคับใช้

“รัฐบาลต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอจนความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาด เพราะเมื่อการเจรจาได้ข้อสรุปและความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว ผู้ประกอบการที่เตรียมพร้อมจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องแยกให้ชัดระหว่างความคืบหน้าของการเจรจา การลงนาม และการมีผลใช้บังคับของความตกลง โดยเฉพาะข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดตลาดและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่ยังอยู่ระหว่างการหารือ ไม่ควรนำมาใช้เป็นเงื่อนไขสุดท้ายในการคำนวณราคาขายหรือทำสัญญาทางการค้าจนกว่าจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน การผลักดัน CEPA ไทย–UAE เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าสินค้าไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าครอบคลุมทุกประเทศในตะวันออกกลางหรือประเทศอาหรับ ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบประเทศปลายทางและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการวางแผนธุรกิจ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายตลาดใหม่ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ โดยการเจรจาทั้งสองกรอบจะต้องคำนึงถึงความสมดุลและผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และภาคธุรกิจที่มีความอ่อนไหว พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถวางแผนการผลิต การลงทุน และการส่งออกได้อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีและข้อมูลเงื่อนไขทางการค้า สามารถติดตามข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2507 7555

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กทม.จับมือ 'กลาโหม' เร่งฟื้นฟูเคหะร่มเกล้าให้เสร็จใน 4-5 วัน

3 ถนนสายหลัก กทม.น้ำแห้งแล้ว ด้าน กทม. จับมือ 'กลาโหม' เร่งฟื้นฟูเคหะร่มเกล้า ตั้งเป้าแล้วเสร็จใน 4-5 วัน พร้อมผนึกกำลังระบายน้ำออกจาก 80 ชุมชน

เฝ้าระวัง 'ราชบุรี-กาญจนบุรี-สมุทรสงคราม-เพชรบุรี' หลังฝนเติม

รองโฆษกรัฐบาล เผยหลายพื้นที่สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย แต่ยังเฝ้าระวัง 'ราชบุรี-กาญจนบุรี-สมุทรสงคราม-เพชรบุรี' หลังมีฝนเติมช่วง 10-12 ต.ค. เขื่อนเจ้าพระยาจ่อลดการระบายเหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที