'ศธ.' สั่ง 'สพฐ.' เร่งตั้งคณะกรรมการสอบปมทริปจีนล่ม

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ “ตำแหน่งราชการไม่ใช่ใบเบิกทางแสวงหาผลประโยชน์” สพฐ. ตั้งคณะกรรมการสอบปมทริปจีนล่ม

18 ตุลาคม 2569 – ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนักเรียนและผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากโครงการศึกษาระยะสั้น ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แต่ไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนด เนื่องจากไม่พบข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบินตามที่ตกลงไว้ จนมีผู้ปกครองเข้าแจ้งความร้องทุกข์ พร้อมเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหรือความเกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดโครงการว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิของนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งไม่ควรต้องแบกรับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพียงลำพัง 

ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดย สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อพิจารณาพฤติการณ์และบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการใช้สถานะบุคลากรในสังกัดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยคาดว่าจะมีความคืบหน้าและความชัดเจนของข้อเท็จจริงเบื้องต้นภายในสัปดาห์หน้า หากพบมูลความผิด จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัย และส่งเรื่องให้หน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

สำหรับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะนี้มีข้อมูลจากหลายส่วนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยรายงานบางส่วนระบุผู้เกี่ยวข้องรวมประมาณ 62 คน จาก 11 โรงเรียน ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ร้องเรียนอีกส่วนหนึ่งระบุนักเรียน 45 คน จาก 3 โรงเรียน ซึ่งชำระค่าใช้จ่ายคนละ 39,900 บาท รวมมูลค่า 1,795,500 บาท 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีขอบเขตการนับผู้ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายทุกกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อยืนยันจำนวนผู้ได้รับผลกระทบและมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง โดยต้องไม่ให้ผู้เสียหายรายใดตกหล่นจากกระบวนการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดำเนินการส่วนบุคคล และยังไม่ปรากฏว่าเป็นโครงการของ สพฐ. อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะและบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินงานตามขั้นตอนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตรวจสอบว่าโครงการเป็นของหน่วยงานรัฐหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับการตรวจสอบว่ามีบุคลากรของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำผิดหรือไม่ แม้โครงการจะเป็นการดำเนินการส่วนบุคคล ก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำของผู้เกี่ยวข้องจะพ้นจากการตรวจสอบโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยว่าอาจมีการนำตำแหน่งหน้าที่ ชื่อเสียงของหน่วยงาน หรือความเกี่ยวข้องกับราชการมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ จนทำให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าใจว่าเป็นโครงการที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐหรือไม่ การอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ ไม่ได้ทำให้โครงการส่วนตัวกลายเป็นโครงการของรัฐ และการอ้างว่าเป็นโครงการส่วนตัว ก็ไม่ได้ทำให้ข้าราชการที่กระทำผิดหลุดพ้นจากความรับผิด กฎหมายต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของการกระทำ ไม่ใช่ดูเพียงชื่อหรือสถานะของโครงการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประเด็นที่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนยังครอบคลุมถึงการประชาสัมพันธ์และชักชวนให้เข้าร่วมโครงการ การกล่าวอ้างถึงกิจกรรมหรือความร่วมมือด้านการศึกษาของหน่วยงานรัฐ การประสานงานกับสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ตลอดจนกระบวนการรับ–จ่ายเงิน โดยต้องพิจารณาจากหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกสารการอนุมัติโครงการ เอกสารความร่วมมือ ข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบิน หลักฐานการติดต่อประสานงาน และข้อมูลทางการเงิน เพื่อให้ทราบว่าใครมีบทบาทอย่างไร มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีพฤติการณ์ใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาต้องส่งให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตามหน้าที่

นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องครอบคลุมถึงบทบาทของสถานศึกษาและกระบวนการอนุมัติหรือรับทราบการเข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อพิจารณาว่ามีขั้นตอนใดที่ควรตรวจสอบให้รอบคอบมากขึ้น และมีมาตรการใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในลักษณะเดียวกันอีก ทั้งนี้ ต้องพิจารณาความรับผิดตามข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคล ไม่เหมารวมว่าผู้มีชื่อเกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นผู้กระทำผิด สิ่งที่ต้องตรวจสอบไม่ใช่เพียงว่าโครงการนี้เป็นของใคร แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าเหตุใดนักเรียนและผู้ปกครองจึงเชื่อมั่นและตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ มีการใช้ตำแหน่งหรือความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐประกอบการชักชวนหรือไม่ และมีขั้นตอนใดที่สามารถป้องกันความเสียหายได้ เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสและตรวจสอบได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสว่า การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคือความชัดเจนของผลการตรวจสอบ และการชี้แจงความคืบหน้าอย่างเหมาะสม โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ได้รับความเสียหายและผู้ถูกกล่าวหา ไม่ด่วนสรุปความผิดก่อนมีพยานหลักฐานเพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าหรือเงียบหายไป โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กและความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษา ความเป็นธรรมต้องมีให้กับทุกฝ่าย แต่ความเป็นธรรมไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป การตรวจสอบต้องตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใครหรือมีตำแหน่งใด หากพบการกระทำผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง

สำหรับการเยียวยาความเสียหาย รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริง คือการติดตามสิทธิของนักเรียนและผู้ปกครองในการได้รับเงินคืน เนื่องจากมีรายงานว่าผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินคืนแล้ว แต่บางส่วนยังได้รับเงินไม่ครบหรือยังไม่ได้รับเงินคืน จึงจำเป็นต้องติดตามสถานะการคืนเงินอย่างละเอียด โดยควรมีการตรวจสอบข้อมูลผู้เสียหาย จำนวนเงินที่ชำระ จำนวนเงินที่ได้รับคืน และยอดเงินคงค้างเป็นรายกรณี พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้ผู้เสียหายเข้าถึงช่องทางร้องทุกข์และกระบวนการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายทั้งนี้ การคืนเงินและการตรวจสอบความผิดเป็นคนละประเด็นที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน แม้ผู้จัดโครงการจะคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดของแต่ละกรณี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความเสียหายทางการเงินแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจของนักเรียนที่เตรียมตัวและตั้งความหวังกับการเดินทางไปศึกษาหาประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงควรให้ความสำคัญกับการประสานสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างเหมาะสม โดยไม่ทำให้ผู้เสียหายต้องเผชิญกับการถูกตีตราหรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรจบลงเพียงการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต้องนำไปสู่การทบทวนมาตรการตรวจสอบโครงการศึกษาดูงานหรือหลักสูตรระยะสั้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการที่มีการเรียกเก็บเงินจากนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อให้สถานศึกษาและประชาชนสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้จัดโครงการ รายละเอียดการเดินทาง และหน่วยงานที่ให้การรับรองได้อย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจเข้าร่วม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษา โดยกรณีนี้ต้องติดตามให้ครบทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้จัดโครงการ ความเกี่ยวข้องของบุคลากรที่ถูกกล่าวหา ความโปร่งใสของการตรวจสอบ การติดตามเงินคืน และการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าผู้ได้รับความเสียหายจะไม่ถูกละเลย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลเคลียร์ดรามา 'รถเกี่ยวข้าว' 16 ล้าน แค่ศึกษา พร้อมฟังเสียงท้วงติง

รัฐบาลเคลียร์ปม 'รถ EV 16 ล้าน' กรมการข้าวยันยังไม่ใช่ราคาจัดซื้อ ย้ำโครงการยังอยู่ขั้นศึกษา ต้องผ่านกลั่นกรองทุกระดับ ชี้งบทุกบาทต้องคุ้มค่าและตอบโจทย์ชาวนา

รัฐบาล ชวนผู้ประสบภัยใช้ 'ศูนย์ Fix it Center' 57 แห่ง ฟรีทุกบริการซ่อม ฟื้นชีวิตหลังน้ำท่วม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก