อดีต รมว.อว. ตั้งคำถามทำไมประเทศไทยเปลี่ยนแปลงยาก ทั้งที่ทุกคนเห็นปัญหา ชี้ระบบอุปถัมภ์และอำนาจกระจุกตัวทำให้คนทำสิ่งถูกต้องต้องจ่ายราคาแพง เสนอเปลี่ยนทั้งคนและระบบ สร้างพลังร่วมของสังคม พร้อมชวนคนไทยทดลองเปลี่ยนสิ่งใกล้ตัวภายใน 90 วัน แทนการรอผู้นำมาปฏิรูปประเทศ
23 ตุลาคม 2569 - ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง 'ประเทศไทยไม่ต้องรออัศวินขี่ม้าขาว แต่ต้องการคนธรรมดาที่กล้าเริ่ม' โดยระบุว่า ระหว่างการบรรยายในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงเปลี่ยนแปลงได้ยาก ทั้งที่แทบทุกคนมองเห็นปัญหาและรู้ว่าประเทศควรมุ่งหน้าไปทางไหน
ดร.สุวิทย์ระบุว่า คำถามดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่ใครจะเข้ามาเปลี่ยนประเทศ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนที่ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องกล้าลุกขึ้นมาร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา ทั้งการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ระบบราชการที่ตอบสนองล่าช้า เศรษฐกิจที่เติบโตยาก ความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึก และอนาคตที่คนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นทางออกชัดเจน ยิ่งโลกภายนอกปั่นป่วน ความเปราะบางภายในประเทศก็ยิ่งปรากฏชัด
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยมักตั้งคำถามว่าใครจะเข้ามาแก้ปัญหา หรือเมื่อใดจะมีผู้นำที่ดีพอ ทั้งที่คำถามสำคัญกว่าคือ เหตุใดจึงปล่อยให้ประเทศอยู่ในสภาพเช่นนี้ และทำไมคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศจึงยังไม่สามารถรวมพลังกันได้
อดีต รมว.อว. ยกแนวคิดของมหาตมะ คานธี ซึ่งตั้งชื่ออัตชีวประวัติว่า The Story of My Experiments with Truth หรือเรื่องราวการทดลองของข้าพเจ้ากับความจริง โดยชี้ว่า คานธีไม่ได้รอให้ตนเองสมบูรณ์แบบก่อนเริ่มเปลี่ยนสังคม แต่ใช้การลงมือทำเป็นเครื่องมือเรียนรู้และปรับตัว แม้จะเคยกลัว ผิดพลาด หรือขัดแย้งกับตัวเองก็ตาม
บทเรียนสำคัญคือ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอคนสมบูรณ์แบบมาเปลี่ยนประเทศ แต่ควรสร้างสังคมที่คนธรรมดากล้าทดลองทำสิ่งที่ถูกต้อง และเรียนรู้จากความผิดพลาด
ดร.สุวิทย์ระบุอีกว่า การบอกให้คนเปลี่ยนตัวเองหรือเป็นคนดียังไม่เพียงพอ เพราะในระบบที่กติกาบิดเบี้ยว อำนาจกระจุกตัว และเครือข่ายอุปถัมภ์เข้มแข็ง การเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องมักมีต้นทุนสูง เช่น คนที่ปฏิเสธการทุจริตอาจเสียโอกาส คนที่ไม่ใช้เส้นสายอาจเสียเปรียบ หรือข้าราชการที่กล้าทักท้วงคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมอาจต้องแลกด้วยอนาคตของตัวเอง
จึงควรเปลี่ยนคำถามจากการทำอย่างไรให้ประเทศมีคนดีมากขึ้น มาเป็นการทำอย่างไรให้คนที่เลือกทำดีไม่ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง Good People แต่ต้องการ Good Systems หรือระบบที่เปิดโอกาสให้ความดี ความเก่ง และความกล้าหาญเติบโตได้จริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เรียนรู้แนวคิด Satyagraha ของคานธี ซึ่งเป็นการยึดมั่นในความจริงและต่อสู้กับความอยุติธรรมโดยไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังกำหนดวิธีการ พร้อมชี้ว่าความกล้าหาญของคนเพียงคนเดียวไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ แต่ต้องสร้างเครือข่ายและกลไกความร่วมมือให้เกิดพลังทางสังคม
ประเทศไทยจึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับข้าราชการน้ำดีเพียงไม่กี่คน หรือพลเมืองที่กล้าหาญเพียงกลุ่มเล็ก แต่ต้องสร้างระบบคุ้มครองผู้เปิดเผยความจริง ให้รางวัลตามผลงานมากกว่าความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่างสามารถทักท้วงอำนาจได้อย่างปลอดภัย และทำให้การยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่การต่อสู้ตามลำพัง
ดร.สุวิทย์ยังเสนอให้สังคมไทยเปลี่ยนจาก Culture of Complaint หรือวัฒนธรรมแห่งการบ่นและวิพากษ์วิจารณ์ ไปสู่ Culture of Capability หรือวัฒนธรรมแห่งความสามารถในการร่วมกันแก้ปัญหา โดยย้ำว่า การวิพากษ์เป็นสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง แต่หากความไม่พอใจไม่ถูกเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแก้ปัญหา ก็อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และการยอมจำนนต่อสภาพเดิม
สำหรับแนวทางเปลี่ยนประเทศ เสนอสมการ 3 ด้านที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ System Transformation การเปลี่ยนกติกา โครงสร้างอำนาจ และแรงจูงใจ เพื่อให้การทำสิ่งที่ถูกต้องง่ายขึ้นและการทำผิดมีต้นทุน, Self-Transformation การเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของตนเอง และ Collective Capability การสร้างเครือข่าย พันธมิตร และกลไกคุ้มครอง เพื่อเปลี่ยนความกล้าของคนไม่กี่คนให้เป็นพลังร่วมของสังคม
ทั้งนี้ หากเปลี่ยนเฉพาะตัวบุคคลโดยไม่เปลี่ยนระบบ คนดีก็จะต้องเหนื่อยอยู่ในระบบที่ผิด แต่หากเปลี่ยนระบบโดยไม่เปลี่ยนคน ระบบใหม่ก็อาจถูกครอบงำด้วยพฤติกรรมเดิม จึงจำเป็นต้องดำเนินการทั้งสามด้านควบคู่กัน
อดีต รมว.อว. ยังเสนอแนวคิด The 90-Day Experiment หรือการทดลองเปลี่ยนแปลงภายใน 90 วัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การปฏิรูปทั้งประเทศสำเร็จก่อน แต่ให้แต่ละคนเริ่มเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในมือของตนเอง
ตัวอย่างเช่น ข้าราชการอาจเริ่มแก้ปัญหาที่ประชาชนติดขัดหนึ่งเรื่อง แล้วพัฒนาแนวทางให้เพื่อนร่วมงานนำไปใช้ต่อ นักธุรกิจสร้างระบบให้รางวัลตามความสามารถแทนความสัมพันธ์ ครูเปลี่ยนห้องเรียนให้เด็กกล้าคิด กล้าถาม และแก้ปัญหา ผู้นำองค์กรเปิดพื้นที่ให้คนกล้าพูดความจริงโดยไม่ต้องกลัวเสียอนาคต หรือประชาชนรวมตัวกันแก้ปัญหาในชุมชนแทนการรอหน่วยงานรัฐ
ดร.สุวิทย์ระบุว่า การทดลองเหล่านี้แม้ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มีคุณค่าในการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้สามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงได้จริง และอาจขยายจากคนหนึ่งคนไปสู่ทีม องค์กร และเครือข่ายที่สามารถเปลี่ยนกติกาของระบบได้ในที่สุด
'โลกป่วน' เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ 'ไทยป่วย' ไม่ใช่ชะตากรรมที่ต้องยอมรับ ประชาชนยังมีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ตรวจสอบผู้มีอำนาจ และวิพากษ์ระบบที่ไม่เป็นธรรม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรเพื่อให้ระบบที่ดีกว่าเกิดขึ้นได้จริง
ดร.สุวิทย์ระบุในตอนท้ายว่า ถึงเวลาเลิกฝากอนาคตประเทศไว้กับอัศวินขี่ม้าขาว และเริ่มสร้างเงื่อนไขให้คนธรรมดาจำนวนมากร่วมกันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ โดยสร้างประเทศที่คนดีไม่ต้องจ่ายราคาแพงเกินไปเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง คนเก่งไม่ต้องพึ่งเส้นสายเพื่อสร้างผลงาน และคนธรรมดามีพื้นที่ร่วมออกแบบอนาคตของตัวเอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่อีกต่อไปว่าใครจะมาเปลี่ยนประเทศไทย แต่เป็นการร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ทุกคนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.สุวิทย์' ระบุไทยกำลังถึงทางแพร่ง จะแช่แข็งอดีตจนแตกสลาย หรือทำลายรากเหง้าจนเคว้งคว้าง?
ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง โพสต์ข้อความว่า รัฐที่ตัดขาดอดีตจะกลายเป็นรัฐที่ไร้รากเหง้า (Rootless) แต่รัฐที่ยึด
'สุวิทย์' เว้นวรรคการเมือง แจ้งเพื่อนในกลุ่ม 4 กุมารแล้ว
สุวิทย์ - สมาชิกกลุ่ม '4 กุมาร' ไม่รู้ไม่เห็น กระแสข่าวกลุ่มจะคัมแบ็กทางการเมือง บอกเพื่อนแล้วขอเว้นวรรค เพราะยังมีหลายอย่างต้องทำ

