นายกฯ เปิดงานควายไทยมรดกโลก หนุนพัฒนาสายพันธุ์ ดันซอฟต์พาวเวอร์

นายกฯ​ เปิดงาน ‘Thailand Buffalo Heritage​ ควายไทยมรดกโลก’ หนุนพัฒนาสายพันธุ์ ดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ สร้างรายได้เกษตรกร​

1 มิ.ย.2567 - เมื่อเวลา 17.30 น. ที่บริเวณลานหลังวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา​ นายเศรษฐา​ ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ Thailand Buffalo Heritage​ ควายไทยมรดกโลก” โดยมี​นายเสริมศักดิ์​ พงษ์พานิช​ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา​ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร​ รมช.เกษตรและสหกรณ์​ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ เข้าร่วมงานด้วย

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึงได้เยี่ยมชมควาย และแวะทักทายผู้ส่งควายเข้าประกวดควายงาม พร้อมกับสอบถามลักษณะสายพันธุ์ รวมไปถึงการเลี้ยงดู ก่อนที่นายกฯชม​ “โก้​ เมืองเพชร” ควายเผือก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยนำไปแสดงที่ทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่เจอ “โก้​ เมืองเพชร” นายกฯได้กล่าวว่า “จำได้ไหม เคยเจอกันแล้วที่ทำเนียบรัฐบาล”​ พร้อมแซวอีกว่า “ผมยังสูงกว่า ผมสูง 192 แต่ควายเผือกสูง 175 ”

จากนั้นนายกฯ เดินทักทายคิงคองควายดำเพศผู้ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนัก 1,600 กิโลกรัม ก่อนจะเดินมาเทียบความสูงกับคิงคอง โดยภายในงานประชาชนที่มาร่วมงานได้ขอถ่ายรูปและขอจับมือกับนายกฯอย่างคึกคักและ​เป็นกันเอง ก่อนที่นายกฯจะรับมอบผ้าคล้องคอ ซึ่งเป็นผ้าพันคอย้อมขี้วัว (มูลมงคล​) สินค้าโอท็อป จ.นครพนม

โดยนายกฯ กล่าวเพียงสั้นๆกับสื่อมวลชนว่า วันนี้รู้สึกดีที่ได้ดูควายหลายๆพันธุ์ ชอบครับ​ สวยครับ​ ไม่น่าเชื่อ และเป็นซอฟพาวเวอร์ของไทย หารายได้ ได้เลย อยากให้พัฒนาสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ให้ดี

ต่อมานายกฯได้มอบรางวัลแกรนด์แชมป์เปี้ยน ควายเผือกเพศเมีย​ และรางวัล​แกรนด์แชมป์เปี้ยน​ควายดำเพศเมีย ก่อนที่นายกฯจะกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ​ ว่า​ วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเปิดงาน Buffalo Thailand Heritage​ คนไทยอยู่กับควายมาหลายๆยุคสมัย และควายเองก็เป็นเพื่อนเรามานานปี​ ไม่ว่าจะออกศึกด้วยกัน​ หรือทำมาหากินด้วยกัน และช่วยกันทำการเกษตร​ ซึ่งวันนี้ต้องขอขอบคุณคณะทำงาน ที่ช่วยยกระดับความสำคัญระหว่างคนไทยกับควายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดี จัดการประกวด หารายได้เสริมพิเศษให้กับผู้ที่เลี้ยงควาย ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องซอฟต์พาวเวอร์การพัฒนาสายพันธุ์ควายสวยงาม ซึ่งเราเห็นอยู่ในขณะนี้ ก็จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยว​ การไปมาหาสู่ระหว่างคนต่างชาติที่อยากจะเข้ามาดู​ ตนเชื่อว่าในวันนี้ใครได้มาเห็นควายสวยงาม ก็ต้องมีความประทับใจเป็นอย่างมาก​ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน​ ไม่คิดว่าจะสวยงามขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ความสวยเพียงอย่างเดียว แววตาของเขาก็น่ารัก เท่าที่สัมผัสได้ ซึ่งถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีงาม จึงต้องขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดงานนี้ขึ้น ตนเชื่อว่าหากปีหน้ามีการจัดงานดังกล่าวอีก ก็จะมีคนมาร่วมมากกว่านี้​ และรัฐบาลยินดีให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯ พท.ใกล้ชิดเกษตรกร-ใกล้ชิดประชาชน เราไม่ได้มาสั่งขรก.ให้ทำตามอำเภอใจ

"กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"ยุคปัจจุบัน ที่พรรคเพื่อไทย ส่งสามรัฐมนตรีมาบริหารงานกระทรวงคือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ - ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ และสส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยและวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ

รมช.โฮม ตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ“ ชูสหกรณ์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตร

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งเป็นงานที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงรายจัดขึ้น

กรมหม่อนไหม จัดใหญ่ ครั้งที่ 4 มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ยกทัพสินค้าผ้าไหม...พรีเมียมทั่วไทยกว่า 35 ร้านค้า บุกเซ็นทรัล ชลบุรี

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับผ้าไหมไทยสู่สากล จัดงานใหญ่เอาใจคนรัก 

สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

สศก. ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture: COAG) ภายใต้ OECD ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

“โควตานม 70:30 เขย่าโครงสร้างอุตสาหกรรมโคนมไทย” เอกชน–เกษตรกรชี้เสี่ยงผูกขาด รัฐเร่งหาจุดสมดุล

การปรับหลักเกณฑ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2569 กำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของโครงสร้างอุตสาหกรรมโคนมไทย หลังร่างใหม่กำหนดสัดส่วนโควตาระหว่างสหกรณ์และรัฐวิสาหกิจที่ 70% และภาคเอกชน 30% ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายภาคส่วนที่มองว่า อาจกระทบต่อกลไกตลาดและความสมดุลของทั้งระบบ