ครม.อนุมัติงบ 9,187 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน

13 ส.ค.2567 - นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายใต้กรอบวงเงิน 9,187.4462  ล้านบาท ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน และการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค จำนวน 3,032 รายการ โดยรายละเอียดของแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
 
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สทนช. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินโครงการฯ สำหรับเตรียมความพร้อมรองรับสภาวะลานีญาในช่วงฤดูฝนปี 2567 โดยแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เสนอแผนงานโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และสอดคล้องกับโครงการฯ ซึ่ง สทนช. ได้ดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และกลั่นกรองแผนงานโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พบว่ามีแผนงานโครงการที่ต้องดำเนินการ จำนวน 24,928 รายการ ในกรอบวงเงินงบประมาณ 64,983.1969 ล้านบาท ประกอบกับที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567
 
นายชัย กล่าวว่า สำนักงบประมาณได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในหลักการให้หน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามโครงการและรายการตามที่ สทนช. เสนอ จำนวน 3,032 รายการ ภายในกรอบวงเงิน 9,187.4462 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ดังนี้ 1.กระทรวงมหาดไทย 2,143 รายการ วงเงิน 5,616.0499 ล้านบาท 2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) 669 รายการ วงเงิน 2,566.0029 ล้านบาท 3.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 220 รายการ วงเงิน 1,005.3934 ล้านบาท รวม 3,032 รายการ วงเงิน 9,187.4462 ล้านบาท  
 
นายชัย กล่าวว่า และให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ให้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณผ่านกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ให้หน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และให้เร่งรัดดำเนินการก่อหนี้ภายในเดือนกันยายน 2567  และเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นต่อไป, ให้ สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กนช. ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อรายงานผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ MOU43 สิ้นมนต์ขลัง 'สว.'ยกเลิกแล้วเหลือมติ ครม. หวัง 'นายกฯ' จะไม่เปลี่ยนไปจากหาเสียง

นันทิวัฒน์ ระบุเอ็มโอยู​ 43​ สิ้นมนต์ขลังแล้ว สว.มีมติยกเลิกแล้วเหลือมติครม. แต่คนบางฝ่ายยังกอดเอ็มโอยูไว้แน่น ไม่อยากเลิก​ ยังเห็นมุมดีมีประโยชน์ ยังอาศัยเป็นกรอบในการเจรจากันได้

ครม. รับทราบมาตรการลดใช้พลังงานหน่วยงานรัฐ ตั้งแอร์ 26 องศา ลดใช้ลิฟต์ ใช้รถร่วมกัน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน

คลื่นใต้น้ำ'เพื่อไทย' กระเพื่อมครม.อนุทิน2

หลังจากมีความชัดเจนถึงการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 เสร็จสิ้นลงแล้ว มีรายงานถึงการจัดสรรเก้าอี้ของแต่ละพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไปในสูตรที่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ลงตัวแล้ว ไม่มีแรงกระเพื่อมภายในแต่อย่างใด

'อดีตผบ.ทอ.' ชี้เปรี้ยง! 'อนุทิน' ควรนั่งนายกฯควบกลาโหม เพื่อความเป็นเอกภาพทางทหาร

อดีตผบ.ทอ. ระบุ อนุทิน ควรนั่งนายกฯควบกลาโหม เพื่อความเป็นเอกภาพทางทหาร เชื่อฝ่ายเสนาธิการฯข้างกาย จะช่วยกลั่นกรองเรื่องให้ตัดสินใจได้ แนะกองทัพ-ฝ่ายมั่นคง นำเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางมาศึกษา ลดการพึ่งพาซื้ออาวุธจากต่างประเทศ ให้หนุนยุทธภัณฑ์ เมดอินไทยแลนด์มากขึ้น

เหลืออีก 5 วัน! ผู้ขับรถโดยสารผ่านแอปฯ ต้องจดทะเบียนประเภทรถให้ถูกต้อง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride Sharing) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำให้การรับผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย