นักวิชาการ มธ. แนะรัฐบาลหนุน 'Tokenization' หลัง 'ทรัมป์' ตั้งกองทุนสำรองบิตคอยน์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์คำสั่งจัดตั้งกองทุนสำรองบิตคอยน์ฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วยการันตี-สนับสนุนการเงินดิจิทัล ถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโตฯ ทั่วโลก แนะรัฐบาลไทยหันมาสนใจกระบวนการแปลงสินทรัพย์สู่รูปแบบดิจิทัล ช่วยลดต้นทุน-อำนวยความสะดวกทำธุรกรรม ชี้ปัจจุบันเอกชน-หน่วยงานพร้อมแล้ว เหลือแค่สัญญาณเชิงบวกจากรัฐ

10 มีนาคม 2568 - ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “กองทุนสำรองบิตคอยน์ทางยุทธศาสตร์” หรือ Bitcoin Strategic Reserve Fund และประกาศแผนผลักดันให้สหรัฐอเมริกากลายเป็น “ศูนย์กลางคริปโตฯ ของโลก” ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ชัดเจนและสำคัญจากการจัดตั้ง Bitcoin Strategic Reserve Fund ของสหรัฐฯ คือส่งสัญญาณถึงการยอมรับและส่งเสริมระบบการเงินดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี เทคโนโลยีบล็อกเชน และนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะตามมาอีกมาก

ศ.ดร.อาณัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยอำนาจของสหรัฐอเมริกาเริ่มถูกสั่นคลอน เช่นเดียวกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินสกุลหลักของโลกก็เกิดความท้าทาย นอกจากนี้จุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญคือการเกิดประเด็นที่ว่า ในอนาคตเงินดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ถูกใช้ในการซื้อขายน้ำมันทั่วโลก นั่นจึงกลายเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องรื้อฟื้นความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขึ้นมา ซึ่งการจัดตั้ง Bitcoin Strategic Reserve Fund แม้จะมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในค่าเงินสหรัฐไม่มากนัก แต่จะส่งผลกระทบสำคัญในความเชื่อมั่นทิศทางการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินด้วยเทคโนโลยี Blockchain ให้กับสหรัฐ

“เมื่อทรัมป์เข้าสู่ตำแหน่งจึงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเรื้อรังมานาน อย่างการขาดดุลการค้า หรือปัญหาเงินเฟ้อ การต่อสายไปคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ ทั้งหมดถือเป็นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับค่าเงินดอลลาร์” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

ศ.ดร.อาณัติ กล่าวต่อไปว่า เมื่อกลับมาดูท่าทีของทรัมป์จะพบว่าไม่ใช่คนที่สนับสนุนคริปโทฯ มาตั้งแต่ต้น แต่ภายหลังเมื่อได้เห็นภาพว่าคริปโทฯ ไม่ใช่เพียงการเก็งกำไร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน และหัวใจการค้าของสหรัฐฯ คือความเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ทรัมป์จึงหันกลับมาสนับสนุนคริปโทฯ และเมื่อมาเป็นประธานาธิบดีก็ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาอย่างน้อย 2 คณะ เพื่อสนับสนุนการใช้ A.I. และคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงการมีประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ คนใหม่ จากคนเดิมที่ออกแนวต่อต้านกลายมาเป็นคนที่สนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซี ผนวกกับการส่งสัญญาณแรงว่าจะมีการถอนฟ้องคดีต่างๆ ที่ค้างคาระหว่าง ก.ล.ต.สหรัฐ กับตลาดแลกเปลี่ยนคริปโทฯ รายใหญ่ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลในทางบวกให้กับตลาดคริปโทฯ ทั่วโลก

“เราจึงได้เห็นว่าในช่วงที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นผู้นำ ราคาบิตคอยน์กระโดดขึ้นพรวดพราด รวมถึงหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่ลงทุนในคริปโทฯ แม้ช่วงนี้จะมีกระแสที่เริ่มดรอปลง ราคาดิ่งลง อะไรต่างๆ มองว่าเป็นเพราะที่ผ่านมาตลาดเกิด Overreact ขึ้นไปจนสูงแล้วลดลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของตลาดที่ตอบรับกับข่าวดี แต่เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญคือการส่งสัญญาณชัดเจน ว่าอย่างน้อยในช่วงที่ทรัมป์อยู่ในตำแหน่ง การซื้อ-ขายคริปโทฯ จะไม่ได้ถูกมองแบบจ้องจับผิด แต่จะจ้องจับถูก เกิดความพยายามในการเสนอนโยบายที่เป็นการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแทน” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

ศ.ดร.อาณัติ กล่าวอีกว่า ดังนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกามีการขยับตัวแรงเช่นนี้ ก็เป็นจุดน่าสนใจที่ประเทศต่างๆ จะกลับมามอง อย่างในส่วนของประเทศไทยเอง ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เคยมีการศึกษาโครงการสกุลเงินดิจิทัล (CBDC) ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อว่าการศึกษาอีกหลายอย่างจากหน่วยงานกำกับ ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ โบรกเกอร์ ก.ล.ต. ฯลฯ ต่างมีแนวคิดการเตรียมตัวที่พร้อมไว้อยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อใดที่รัฐบาลไทยมีความพร้อมหรือมีสัญญาณเชิงบวกต่อเรื่องนี้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ไปสู่รูปแบบดิจิทัล ได้มากขึ้น

“ตัวอย่างเช่น การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันเรายัง T+2 คือต้องใช้เวลาในการดำเนินการ 2 วัน แต่เมื่อไรหากเราแปลงเงินบาทเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้ มันจะกลายเป็น T+0 เพราะเงินกับหุ้นสามารถโอนไปแบบเรียลไทม์ได้ทันที ทั้งช่วยลดความเสี่ยงและลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้นได้พร้อมกัน และหากเราขยายความคิดต่อ ไม่ได้ทำแค่หุ้น แต่ไปสู่พันธบัตร ทองคำ หรือแม้แต่กระบวนการภาครัฐก็ทำได้ อย่างการซื้อขายที่ดิน ต่อไปการโอนซื้อขายกันอาจไม่จำเป็นต้องไปสำนักงานที่ดินแล้ว แต่สแกนโอนจ่ายกันได้ทันทีเหมือนเวลาไปซื้อของในตลาด พวกนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะจะเป็นการลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมได้อย่างมหาศาล” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

ศ.ดร.อาณัติ กล่าวสรุปว่า สัญญาณจากสหรัฐฯ นั้นจึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี โดยกระบวนการ Tokenization อาจเป็นเพียงพื้นฐาน แต่การประยุกต์ใช้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นผ่านระบบที่ไม่มีตัวกลาง หรือ Decentralized Finance (DeFi) คือสิ่งที่จะช่วยสร้างให้เกิดนวัตกรรมและช่องทางการเงินที่ตามมาอีกมากมาย หากต่อไปเมื่อนักธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย การเติบโตทางธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น ก็จะส่งผลรวมไปถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลดล็อกท้องถิ่นตั้ง 'โรงเรียนผู้สูงอายุ' นักวิชาการ มธ. ห่วงงบจำกัด-กำลังคนไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองประกาศฉบับใหม่ เปิดช่อง “ท้องถิ่น” ตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” เป็นสิ่งที่ดี ช่วยคลายกังวล อปท. ได้ แต่ด้วยข้อจำกัด “งบประมาณ-มาตรฐานโรงเรียน” จึงเป็นทั้งการปลดล็อก – ความท้าทายใหม่ ระบุโจทย์ใหญ่ของระบบการดูแลผู้สูงวัยไทยคือกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุไม่พอ แนะรัฐจ่ายค่าตอบแทนดึงคนให้อยู่ในระบบ

โฆษกปากแจ๋วของทรัมป์ จะพ้นตำแหน่งปลายเดือนนี้

ด้วยไหวพริบเฉียบคมและการโจมตีสื่อมวลชนในการแถลงข่าว คาโรลีน ลีวิตต์ สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะเลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาว ทว่าตอนนี้เธอกำลังจะลาออก

ตม.ภูเก็ตปิดเกม! รวบหนุ่มยูเครนหนีหมายแดง แก๊งฉ้อโกงคริปโตฯ

ตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มยูเครนวัย 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายแดงตำรวจสากล หลังพบหลบหนีคดีฉ้อโกงจากกรุงเคียฟ เผยพฤติการณ์สร้างบัญชี

'ทรัมป์' ยืนยันความสัมพันธ์กับ 'เนทันยาฮู' ดีมาก แม้จะมีปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า ความสัมพันธ์ของเขากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูนั้น "ดีมาก" แม้ว่าผู้นำอิสราเอลจะปฏิเสธแผนการช่วยเหลือฉนวนกาซาที่นำโดยสหรัฐฯ ก็ตาม

นักวิชาการ มธ. ห่วงเหตุรุนแรงถี่ คนไทยเสี่ยงหวาดระแวงทั้งสังคม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคม เสี่ยงทำคน“เครียด - วิตกกังวล - รู้สึกไม่ปลอดภัย” กระทบทั้งสุขภาพจิต - กาย หากปล่อยไว้จะกลายเป็นหวาดระแวงทั้งสังคม แนะ 3 วิธีป้องกันผลกระทบทางใจสำหรับทุกคน พร้อมจี้ภาครัฐ เร่งจัดการปัญหาอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช. ส่วนสื่อควรนำเสนอเนื้อหาอย่างเหมาะสม ไม่เน้นเร้าอารมณ์เกินไป